นิยายเพลิงพยัคฆ์
Posted in นิยาย

นิยายเพลิงพยัคฆ์ โดย : ณารา สำนักพิมพ์ : พิมพ์คำ

นิยายเพลิงพยัคฆ์ โดย : ณารา สำนักพิมพ์ : พิมพ์คำ

เรื่องกำเนิดเมื่อปี 2477 พยัคฆี (อาโฮ่ว) ที่อายุยี่สิบกับน้องชายอายุสิบสี่ สินธพ (อาแบ้) เป็นลูกจีนโพ้นทะเล บิดามารดา เตียบุ่งป้อ แล้วก็ มุ่ยแช

เช่าที่ปลูกผักเลี้ยงเป็ดอยู่ฝั่งธน ถึงทุกข์ยากลำบากแต่ว่าก็มีหวังกับลูกๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งพยัคฆินที่เรียนเก่งจนได้เข้าชั้นเรียนที่ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์เมื่อสองปีกลาย

เจ้าของที่ดีนเป็น พลตำรวจตรีพระยารักษาสงบสุขชน ผู้มีลูกกับเมีย คุณหญิงงามพริ้ง สองคน เป็น ร้อยตำรวจโท ขุนปราบระรานชน (ไกรศรี) รวมทั้ง ภูษาราย  (อายุสิบเจ็ด) แล้วก็สนิทกับอาโฮ้วตั้งแต่เล็ก ขอให้ช่วยสอนหนังสือให้เสมอๆจนกระทั่งอยู่ในข่ายแอบหลงเสน่ห์ ^^ แต่ว่าพระยาป้องกันสงบสุขชนจะแต่งบุตรสาวกับ ร้อยตำรวจตรี เสริม ลูกพระยาฤทธิ์ฯ เพื่อนเกลอที่กำลังเจริญ เลยทำให้อาภรณ์รายมาขอให้อาโฮ้วพาหนี

แต่ว่าความแตกเนื่องจากคนรับใช้ เง็กจู (และก็คู่หมั้นคู่หมายของอาโฮ้วเนื่องจากว่าบิดาสนิทกัน) เตียบุ่งป้อถูกไกรศรียิงตายแล้วกล่าวร้ายให้อาโฮ้ว มุ่ยแชและอาแบ้หนีหายสูญหาย

อาโฮ้วก็หนีไปอยู่กับแผนกงิ้วเล่าซัวบ่วงโชคดีที่ใกล้วัดเล่งเน่ยยีซึ่งมี บาคาร่า เฮ้งซัว เป็นซือแป๋ สนิทกับผู้แสดงนำชายบู๊ มังกร (อาเล้ง) เด็กกำพร้าที่เฮ้งซัวรับไว้แต่ว่าเด็ก โ

ดยอาโฮ้วได้เรียนกังฟูแลกเปลี่ยนกับการสอนหนังสือให้อาเล้ง เวลาผ่านไปเกือบจะสองปี ชีวิตเปลี่ยนเมื่อทั้งคู่ได้ช่วย เตียเอี๊ยตระหนี่วง ตั่วเฮียของพรรคอั้งทิมึ้ง (จากประสบการณ์พลังภายใน ขอทายใจว่าแปลเป็นอิสระยเป็นพรรคเหล็กแดง) ที่คุมเยาวราช ทำให้ทั้งสองถูกทาบทามเข้าไปปฏิบัติงานเป็นคนสนิทสนมที่เชื่อใจ ซึ่งทั้งสองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เป็นเลือดใหม่มือดี โดยยิ่งไปกว่านั้นอาโฮ่วในชื่อใหม่ อาไซ ที่เฉลี่ยวฉลาดรวมทั้งมีความคิดอ่อนโยนถ้วนถี่ ส่วนอาเล้งค่อนข้างจะอารมณ์ร้อนบุ่มบ่ามไป เมื่อกำเนิดการรบ อาโฮ่วมองเห็นวิถีทางใหญ่ตั้งบริษัทกับอาเล้งเพื่อกักตุนสินค้า ได้กำไรสูงกระทั่งมั่งคั่งเป็นคนมั่งมีใหญ่

ทางด้านพระยาคุ้มครองสงบชน ไกรศรีได้สมรสกับ นวลละออง ที่มีเส้นสายดี ได้มาประจำที่สถานีแถวเยาวราช เรียกเงินค่าคุ้มครอง แม้กระนั้นก็ติดการเดิมพันอย่างมาก ส่วนภูษารายที่โดนลงหวายเจ็บหนักก็อาศัยเรื่องที่เสริมได้ทุนไปศึกษาต่อต่างแดนขอให้ตาช่วยถ่วงงานมงคลสมรสไว้ (แม้กระนั้นประชาชนนึกว่าสมรสไปแล้ว) รวมทั้งได้เข้าห้องเรียนอักษรศาสตร์ จบด้วยคะแนนเยี่ยมจนได้เข้ามาเป็นคุณครู ท้ายที่สุดเง็กจูมีลูกชาย กระจาย(อาตือ) ที่คุณอ้างถึงว่าเป็นลูกของอาโฮ้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อมีลูกระเบิดลงที่บ้านพอดิบพอดี เงินทองเสียหายไปๆมาๆก พระยาปกป้องสงบชนเจ็บหนักจนกระทั่งกล่าวได้ว่าทุพพลภาพ ไกรศรีเสียการพนันกระทั่งหมดตูด ขายที่ดินออกไปจนกระทั่งหมด รังควานเมียกระทั่งหนีกลับไปอยู่ที่บ้าน มีเพียงแค่ค่าตอบแทนรายเดือนของภูษารายที่ทำให้ครอบครัวไม่ถึงกับอดตาย

ที่เยาวราชมีปัญหากรุ๊ปจีนใหม่ที่ท้าอำนาจเดิม นิยายเพลิงพยัคฆ์ การแตกร้าวในระดับหัวหน้าทีม อย่างผู้ใหญ่ หุ่ยเพียว ที่ดูดีก็มีเรื่องมีราวลับลมคมในบางสิ่งบางอย่าง

และก็ประเด็นการวางผู้สืบสกุลสืบอำนาจอิทธิพล เอี๊ยขี้เหนียววงมีเมียสี่คน ลูกชายคนโตจากเมียหลวง อาเสี่ยมแก (บุตรสาวอดีตกาลหัวหน้าทีมที่มีอิทธิพล) ก็ถูกฆาตกรรมไปแต่ว่ายังชายหนุ่ม ทำให้ส่งบุตรสาว นงท้องฟ้า(อาฮุ้ง) ไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อให้มีความปลอดภัย ส่วนลูกชายที่เกิดขึ้นจากภรรยาสองสามก็ยังเด็ก เมื่อกำเนิดการทำศึกทำให้นงท้องฟ้าหาจังหวะกลับกรุงเทพมหานคร แปลงเป็นจุดแปลงใหญ่เมื่ออาจมีการเลือกลูกเขยมารับตอน ซึ่งอาเล้งก็หลงเสน่ห์ร้ายแรง แต่ว่าตัวเต็งเป็นอาโฮ้วที่เรื่องจริงไม่สนใจ อยากถอนตัวจากแวดวง รวมทั้งถึงเวลาที่จะเอาคืน

Posted in นิยาย

เมล็ดแครอท

เมล็ดแครอท
บทความ ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์  จากเรื่อง The Carrot Seed ของ Ruth Krauss และ Crockett Johnson, แปลโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ

ผู้เขียนลังเลอยู่นานว่าควรจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ในแง่มุมไหน และบอกเล่าด้วยวิธีใด เพราะหนังสือเล่มเล็กเล่มนี้มีเรื่องราวบอกเล่าเรามากเหลือเกิน ตั้งแต่วิธีคิดในการทำหนังสือภาพสำหรับเด็กที่ “ดูไม่มีอะไรมาก” เรื่องราวของผู้ประพันธ์ เรื่องของผู้วาดภาพประกอบ และวิธีคิดของหนังสือ รวมถึงสิ่งที่เด็กๆเห็นและสัมผัสได้จากหนังสือ กระทั่งอาจจะพูดไปได้ถึงทั้งมุมมองของผู้ใหญ่ต่อหนังสือเล่มนี้ และการแปลที่มี “ประเด็น” รวมอยู่ด้วย หนังสือเล็กๆเล่มนี้ จึงมีเรื่องราวอยู่มากมากมายให้พูดถึง ไม่ต่างจาก แมวล้านตัว ของ แวนด้า ก็อก ที่อยู่ยืนยงมากว่า ๗๐ ปี ในขณะที่ เมล็ดแครอท ก็ฉลองครบรอบ ๖๐ ปี ไปเมื่อสักสามปีมานี้เอง

ความแตกต่างของแมวล้านตัวกับเมล็ดแครอท อยู่ตรงที่ความซับซ้อนของเรื่องราวที่เรื่องนี้มีน้อยกว่า และน้อยมากจนดูเหมือนไม่มีอะไร เรื่องมีเพียงว่า เด็กคนหนึ่งเอาเมล็ดแครอทปลูกลงดินและเพียรดูแลรดน้ำอยู่ทุกวัน ในขณะที่ทุกๆคนในบ้านต่างก็ดาหน้าออกมาพูดว่า มันคงไม่งอกหรอก วนเวียนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมันงอกออกมาและกลายเป็นต้นแครอทขนาดมหึมา เรื่องมีอยู่เท่านั้นจริงๆ แต่หนังสือเล่มเล็กที่มีภาพอยู่เพียง ๑๒ ภาพ กลับมีพลังยิ่งใหญ่ ดึงดูดเด็กๆอย่างต่อเนื่องมากว่า ๖๐ ปี

วิธีเล่าเรื่องของ เมล็ดแครอท น่าสนใจมากเพราะเปิดเรื่องก็เข้าประเด็นทันที ราวกับดูหนังแอคชั่นชั้นดีในปัจจุบัน ไม่อ้อมค้อมเยินเย้อ และตัดประเด็นอื่นออกหมดเกลี้ยง บาคาร่า
ทั้งเนื้อความและภาพประกอบ เราจึงไม่เห็นแม้แต่ต้นหญ้าหรือรายละเอียดอื่นใด นอกจากเด็กน้อยคนนั้นกับป้ายหลุมปลูก ผู้คนในบ้านที่ทยอยดาหน้ามาแสดงความเห็น ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆโดยสิ้นเชิง และแตกต่างวิธีเล่าเรื่องของนักประพันธ์ส่วนใหญ่ที่เราคุ้ยเคยทั้งไทยและเทศ ราวกับว่าผู้ประพันธ์สนใจประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว ส่วนผู้วาดภาพประกอบก็Ruthดูจะเข้าใจแจ่มชัดถึงสารที่จะเสนอ กระทั่งผู้เขียนเองแทบไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไรว่าเป็นการทำงานร่วมกันของคนสองคน(แม้จะเป็นคู่สมรสกันก็เถอะ) แต่เมื่อพิจารณาว่างานประพันธ์หนังสือภาพทุกเล่มของเธอล้วนเป็นการทำงานร่วมกับศิลปินชั้นนำทั้งสิ้น นับตั้งแต่ Crockett Johnson เจ้าของผลงาน”ฮาโรลกับดินสอสีม่วง” อันลือลั่น ผู้เป็นคู่ชีวิตซึ่งวาดภาพประกอบให้เมล็ดแครอตจนได้รับรางวัลแคลเดอคอต รวมถึง Maurice Sendak ผู้ประพันธ์และวาดภาพประกอบหนังสือภาพสำหรับเด็กที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลกในปัจจุบัน ที่ทำภาพประกอบหนังสือให้ครอสส์ถึง ๗ เล่ม (นอกเหนือจากการนำเอาผลงานเก่าของเธอมาวาดใหม่อีกหนึ่งเล่มภายหลัง)

Ruth Krauss กลายเป็นผู้เปิดประตูแห่งหนังสือภาพฯให้ Maurice Sendak ได้เข้าไปเติบโตยิ่งใหญ่ด้วยการทำงานชิ้นแรกให้เธอเมื่อเขาอายุเพียง ๒๒ ปี (ครอสส์อายุมากกว่าเซนดัก ๒๗ ปี) ส่วน Marc Simont ผู้ร่วมงานในยุคต้นๆของเธอก็มีรางวัลประดับผลงานมากมายจากงานภาพประกอบกว่าร้อยเล่มของเขา และหนึ่งในงานที่ได้รับรางวัลนั้นก็เป็นการทำงานร่วมกับ ครอสส์ อีกเช่นกัน

Johnson.portrait.sm.jpegผู้เขียนมีความรู้สึกว่าหนังสือเล็กๆเล่มนี้ นำเสนอวิธีคิดกึ่งๆขบถที่เด็กมักจะมีต่อผู้ใหญ่ที่ไม่แน่ใจนักว่าผู้ใหญ่ในบ้านเราจะรู้สึกกันอย่างไร เพราะเด็กคนนี้ออกจะดื้อดึงและต่อต้านอยู่ในที แต่กับผู้คนในวัฒนธรรมของผู้ประพันธ์นั้น อาการเช่นนี้ได้รับการยกย่องนับถือเอาการอยู่ เพราะการให้ความนับถือในความมุ่งมั่นนั้นดูจะเป็นคติพื้นฐานที่เราได้ฟังได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เมล็ดแครอต จึงถูกมองและตอบรับจากผู้อ่านราวกับ แมน ออฟ ลาเมนชา ในมุมของเด็กเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าสำนวนแปลออกจะเคร่งครัดกับต้นฉบับมากอยู่สักหน่อย จึงไม่ค่อยลื่นไหลเป็นภาษาที่เราพูดกันอยู่จริงในเวลาอ่านออกเสียง สำเนียงภาษาค่อนจะเป็นสำนวนฝรั่งอังกฤษมากกว่าสำนวนไทย โดยเฉพาะประโยคซ้ำในเกือบทุกๆหน้า จึงไม่ค่อยแน่ใจว่าเด็กๆจะสัมผัสถึงเนื้อความของเรื่องได้ลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด และหนังสือจะได้รับการตอบรับจากผู้อ่านและผู้ฟังมากเพียงใด…

มาเล่นด้วยกันนะ
Posted in นิยาย

มาเล่นด้วยกันนะ

มาเล่นด้วยกันนะ
บทความ : ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ เรื่อง : มาเล่นด้วยกันนะ ผู้แต่ง-ภาพประกอบ :มารี ฮอลล์ เอทส์ แปลโดย : พรอนงค์ นิยมค้า สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก (คัดจากวารสารเด็กไท ฉบับที่ 32 )

‘มาเล่นด้วยกันนะ’ เป็นผลงานของมารี ฮอลล์เอทส์ นักเขียนผู้เป็นเจ้าของหนังสือที่เป็นสมบัติของโลกหลายเล่ม ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงปัจจุบัน เฉพาะเล่มนี้ก็ยาวนานกว่า 63 ปีแล้ว (1955)

และแม้ยุคสมัยของความเงียบที่เป็นเรื่องราวดังปรากฏในหนังสือเล่มนี้จะค่อยๆหายไปจากชีวิตของเด็กๆ แต่หนังสือยังคงอยู่มาได้อย่างมั่นคง

ผู้คนจำนวนมากมักจะเข้าใจว่ากิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กๆนั้นจะต้องกระตือรือร้นมีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็คงจะไม่ถูกเสียทั้งหมดเพราะเด็กๆ ไม่ได้ต้องการทำกิจกรรมสียงดังตลอดเวลา

การได้ทำอะไรด้วยความสงบเงียบและเป็นสุขนั้นปราชญ์บอกว่าเป็นเบื้องต้นที่จะนำเด็กไปสู่ความซาบซึ้ง จากความซาบซึ้งจะกลายเป็นความประทับใจอันนำไปสู่ความละเอียดอ่อนซึ่งเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของความเป็นมนุษย์

ทาดาชิ มัตษุอิ ปรมาจารย์ด้านหนังสือภาพ กล่าวไว้ว่า การเลี้ยงดูเด็กนั้นไม่ควรให้อยู่ในที่เสียงดังหนวกหูและมีแต่ความวุ่นวาย เช่นในบ้านที่มีเสียงวิทยุโทรทัศน์ดังลั่นทั้งวัน ซึ่งทำให้เด็กขาดสมาธิ

เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมอันวุ่นวายและขาดพลังสมาธินั้น แม้พ่อแม่พยายามเร่งรัดใส่ความรู้เข้าไปเด็กก็รับไม่ได้ ทำให้พ่อแม่ยิ่งว้าวุ่นใจ ส่งผลให้เด็กยิ่งขาดสมาธิมากขึ้น อารยธรรมและความคิดของมนุษยชาตินั้นเกิดจากความเงียบและความว่าง ความเงียบจึงจำเป็นสำหรับชีวิตเด็ก

ภาพเด็กหญิงตัวเล็กภายใต้แสงแดดอบอุ่นยามเช้า เดินไปทุ่งหลังบ้านตามลำพัง ดูดอกไม้ พูดคุยกับแมลง และเล่นกับเหล่าสัตว์ช่างดูไม่มีอะไรเสียเลย ราวกับคำรำพึงรำพันของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น แต่ความสงบของภาพและเรื่องราวนั้น ทำให้ต้องตั้งสมาธิค่อยๆติดตามเสียงรำพึงของเด็กหญิงตัวน้อยๆ เข้าไปในท้องทุ่ง ผ่านพงหญ้แล้วมองดูดอกไม้เล็กๆในมือของเธอท่ามกลางแสงแดดอบอุ่น แล้วนั่งรอคอยอย่างสงบ นิ่ง อดทน ไม่ช้าเหล่าเพื่อนทั้งหลายก็กลับมาอย่างช้าๆ เงียบๆ

เรื่องราวช่างดูง่าย เงียบ และไม่มีอะไรเลย บาคาร่า แต่เป็นบรรยากาศที่ผู้อ่านจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นแก่เด็ก เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงหนังสือได้อย่างลึกซึ้ง ดังที่ ทาดาชิ มัตษุอิ กล่าวไว้อีกเช่นกันว่า หนังสือของมารี ฮอลล์ เอทส์ นั้นแตกต่างจากหนังสือส่วนใหญ่เพราะต้องใช้สมาธิ ผู้อ่านต้องอยู่ในความสงบร่วมกับเด็กๆ หนังสือของเธอไม่ใช่หนังสือที่อ่านแล้วเด็กจะสนุกสนานขึ้นมาได้ทันทีทันใด ต้องใช้เวลาเพราะเป็นหนังสือลึกซึ้ง

กล่าวกันว่านอกจากความเป็นนักกิจกรรมทางสังคมแล้ว มารี ฮอลล์ เอทส์ ยังเป็นศิลปินทั้งชีวิตและจิตใจ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นและประสบในชีวิตจึงสะท้อนออกมาในงานของเธอเสมอ เราสัมผัสได้ทั้งจากหนังสือเล่มนี้และเล่มอื่นๆของเธอ เพียงแต่แตกต่างจากนักประพันธ์คนอื่นตรงที่เธอสะท้อนออกมาในหนังสือภาพสำหรับเด็กซึ่งไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก…

น้องส้มโอ
Posted in นิยาย

น้องส้มโอกับพี่หลอดไฟ

น้องส้มโอ กับ พี่หลอดไฟ
บทความ : ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ เรื่องและภาพโดยชีวัน วิสาสะ สำนักพิมพ์ แพรวเพื่อนเด็ก

การสร้างสรรค์หนังสือสำหรับเด็กเล็กๆ นั้นนับว่าเป็นงานยากระดับปราบเซียน เพราะการจะเขียนหนังสือสักเล่มให้เด็กเล็กๆ รู้สึกสนุกและรับสารที่ต้องการส่งออกไปได้นั้น ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ นี่คงจะเป็นคำอธิบายได้ว่า เหตุใดจึงมีหนังสือสำหรับเด็กวัยนี้น้อยเล่มเหลือเกินในบ้านเรา ทั้งพ่อแม่ก็ลังเลที่จะซื้อมาอ่านให้ลูกฟัง เนื่องจากราคาแพง (เมื่อเทียบกับหนังสือที่คุณพ่อคุณแม่อ่านเอง) และ ดูไม่มีอะไร ในสายตาผู้ควักกระเป๋า ทำให้ผู้ที่มีความตั้งใจและเข้าใจหนังสือเด็กหลายคนที่มีความคิดดีๆ ไม่กล้าแม่แต่จะคิดทำ เพราะหากพิมพ์ออกมาแล้ว นอกจากสำนักพิมพ์แทบไม่มีโอกาสได้ทุกคืนแล้ว ผู้แต่งยังอาจหมดกำลังใจไปเลย เรื่องนี้ถือเป็นความกล้าหาญของทั้งสำนักพิมพ์และครูชีวันเลยทีเดียว

ชื่อของ ชีวัน วิสาสะ นั้นอยู่ในระดับครู เขาได้สร้างงานขึ้นแท่นระดับสากลไปเรียบร้อยแล้ว บาคาร่า ติดตามศึกษางานของเขามาหลายปี ไม่เคยพบว่าเขาออกงานหลุดจากมาตรฐานงานหนังสือดีแม้แต่ชิ้นเดียว ทุกชิ้นผ่านการคิดและกลั่นกรองมาอย่างดีจนทุกคนแปลกใจ หลายครั้งที่ผู้ใหญ่อย่างพวกเราเผลอใช้สายตาแบบผู้ใหญ่มองงานของเขาด้วยความไม่เข้าใจและคิดไปว่างานนี้ ครูชีวัน ต้องหลุดแน่ๆ แต่เมื่อเด็กๆ ชี้ให้เห็นบอกให้รู้จึงได้แต่ร้อง “อ้อ” ไปตามๆกัน

น้องส้มโอกับที่หลอดไฟ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในกรณีนี้ ในฐานะผู้ใช้หนังสือต้องบอกว่า นอกจากจะไม่หลุดแล้วยังผ่านระบบการคิดมาหลายชั้นมาก ความที่บ้านเราไม่ค่อยคุ้นเคยกับหนังสือภาพสำหรับเด็กเล็กๆ จึงรู้สึกคล้ายๆ กับว่างานนี้ ครูชีวัน ตีหัวเข้าบ้านแน่เพราะการออกแบบภาพเหมือนให้เสร็จๆไป ใช้แต่เส้นดินสอ ไม่สวยสดอลังการเหมือนงานชิ้นอื่นๆก่อนหน้านี้ หากสิ่งที่ได้มาคือความรู้สึกง่ายเป็นกันเองกับเด็กๆ เพราะเด็กๆก็ใช้ดินสออย่างนี้เหมือนกัน ในทางตรงกันข้ามถ้าใช้สีซับซ้อนหรูหราเหมือนงานอื่นๆ ของเขา หนังสือเล่มนี้คงไม่น่าสนใจเท่าที่เป็นอยู่ (แต่พ่อแม่อาจจะยอมจ่ายมากขึ้น และหากมองมุมนี้ด้วยก็นับว่า ครูชีวัน กล้าหาญเป็นสองเท่าเลยทีเดียว)

การใช้มิติสัมพันธ์เข้ามาเล่นกับเด็กอย่างเป็นการเป็นงานสนุกสนาน บอกถึงความเป็นครูอนุบาลที่ชาญฉลาดและให้ความรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวได้ยอดเยี่ยมโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย ภาษาของ ครูชีวัน นั้นอบอุ่นอ่อนโยนเสมอต้นเสมอปลายในหนังสือทุกเล่มจนเราสัมผัสถึงบุคลิกเฉพาะตัวของเขาได้ และเด็กๆก็สัมผัสได้ ประโยคที่พี่หลอดไฟพูดว่า “โอ๋…โอ๋…อย่าร้องไห้นะ พี่หลอดไฟไปซื้อไอติมมาให้น้องส้มโอ” นั้น รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของพี่ น้อง และยังไม่เคยเห็นหนังสือเล่มไหนทำได้ดีเท่า ไม่ว่าผู้เขียนจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม(คิดว่าตั้งใจ)

เมื่อมาดูตอนไคลแม็กซ์ของเรื่อง บางคนอาจจะคิดไปไกลว่าจะทำให้เด็กๆกลัวผี(อันนี้เดาเอา) แต่ที่ห้องสมุดเด็กและครอบครัว ไม่ปรากฏอาการดังกล่าวเลย เด็กเล็กๆวัยควบครึ่งถึงสองขวบครึ่งชอบใจกับหนังสือเล่มนี้มาก พ่อแม่ได้ยินก็เบิกบานใจกันถ้วนหน้า งานชิ้นนี้จึงถือเป็นหนึ่งในหนังสือสำหรับเด็กเล็ก ๆที่น่าศึกษา เป็นงานที่สร้างขึ้นอย่างคิดแล้วคิดอีก คิดแบบครูอย่างแยบยลให้เด็กซึมซับเรียนรู้โดยไม่ต้องสอน นอกจากนั้น ครูชีวัน ยังได้แอบใส่ความเป็นพ่อลงไปในงานของตนเองด้วยการให้คุณวาดดาว วิสาสะ ลูกสาววัย 5 ขวบ (ขณะนั้น) ร่วมสนทนากับผู้อ่านผ่านภาพประกอบในตอนต้นและท้าย อันนี้ไม่แน่ใจว่าคุณพ่อคุณแม่จะคิดเหมือนผู้เขียนหรือไม่ว่า การให้ลูกได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางการงานของพ่อแม่บ้าง นับเป็นส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจชีวิต เข้าใจความเป็นจริงต่างๆของชีวิต (ประสบการณ์ตรงที่จะอยู่กับพวกเขาตลอดไป) ผ่านการได้รู้จักเพื่อนร่วมงานของพ่อแม่ เห็นบรรยากาศการทำงานของผู้ใหญ่สัมผัสรู้สึกถึงความยากง่ายและปัญหาบางประการในชีวิตการงานของเรา ช่วยให้พวกเขารู้สึกได้ถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพ่อแม่โดยไม่ต้องอธิบายและหลังจากนั้นเราคงมีความเข้าใจกันมากขึ้นยามที่พวกเขาเริ่มโตเป็นวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ในวันเวลาข้างหน้า…

Posted in นิยาย

ข้าวเขียวผู้เสียสละ

ข้าวเขียวผู้เสียสละ
ผู้แต่ง : วิริยะ สิริสิงห์ ภาพประกอบ : จุง ตริ๋น สำนักพิมพ์ : ชมรมเด็ก จำนวน : ๒๔ หน้า

ข้าวเขียวผู้เสียสละ เป็นหนังสือที่เกิดจากโครงการ Mobile Teams of Expert on Children’s Book to Vietnam เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔

เรื่องราวของข้าวเขียวเมล็ดเล็กๆที่ถูกเหยียดหยาม ว่า อ่อนด้อยไม่มีเติบใหญ่เป็นข้าวที่เหลืองอร่ามได้ บัดนั้นเองที่เทพเจ้าแห่งความดี ทรงตามหาผู้เสียสละนำน้ำเต้าอันศักดิ์สิทธิ์ไปสู่ดินแดนแห้งแล้ว ข้าวเขียวขันอาสาเป็นผู้นำน้ำเต้าไปทันที และด้วยความกล้าหาญ และเสียสละ ทำให้ข้าวเขียวสามารถรอดพ้นจากอุปสรรค และอันตรายทั้งปวงได้

ข้าวเขียวเมล็ดเล็กจิ๋ว ได้พิสูจน์แล้วว่า แม้ตัวจะเล็ก บาคาร่า แต่หากกล้าหาญ จะสามารถนำพาความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์มาสู่ดินแดนแห้งแล้งได้ในที่สุด นับแต่นั้นมาก็ไม่ได้ใครเยาะเย้ ถากถางข้าวเขียวอีกเลย ตรงกันข้ามที่ข้าวเขียวกลับได้รับการยกย่องและยอมรับเป็นอย่างดี…

หัวใจลูกผู้ชาย
Posted in นิยาย

หัวใจลูกผู้ชาย

หัวใจลูกผู้ชาย


หัวใจลูกผู้ชาย
หัวใจลูกผู้ชาย ปิ่นปักอยากทำบุญจึงชวนเมย์เพื่อนรักเพื่อนซี้มาช่วยแม่ชีที่วัดพับกลีบดอกบัวไว้สำหรับให้คนเอาไปไหว้พระ แทนที่เมย์จะช่วยพับกลีบดอกบัวกลับหยิบกล้องวิดีโอมเมย์อยากรู้ว่าที่เพื่อนหลับตาอธิษฐานขออะไร ปิ่นปักขอให้ได้แฟนสักคน แล้วหันมองดอกบัวที่อยู่ในถาด บาคาร่า  ใครเอาบัวดอกสุดท้ายที่เธอพับไปไหว้พระ คนนั้นคือเนื้อคู
เมย์อยากรู้ว่าที่เพื่อนหลับตาอธิษฐานขออะไร ปิ่นปักขอให้ได้แฟนสักคน แล้วหันมองดอกบัวที่อยู่ในถาด ใครเอาบัวดอกสุดท้ายที่เธอพับไปไหว้พระ คนนั้นคือเนื้อคู
นพอุตส่าห์ตั้งใจจะมาไหว้พระให้จิตใจสงบ แต่กลับมีมารมาผจญ เมื่อนิคกี้กับกิ๊บวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกว่าแดนน้องชายของเขากำลังจะถูกเม้งกับพวกรุมยำ นพทิ้งดอก…

ขุนช้าง ขุนแผน
Posted in นิยาย

นิยายเรื่องขุนช้าง ขุนแผน

ขุนช้าง ขุนแผน

ขุนช้าง ขุนแผนเป็นวรรณกรรมอมตะไทยมาช้านาน ตามประวัติกล่าวว่านักขับเสภาครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้แต่ง ( เสภาคือหนังสือกลอนโบราณ ที่นำเอานิทานมาแต่งเป็นกลอนสำหรับขับลำนำ ) แต่เหลือมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์บางตอน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงโปรดให้เหล่ากวีในพระราชสำนักแต่งขึ้นใหม่ รวมทั้งพระองค์ท่านเองทรงพระราชนิพนธ์ บาคาร่า  ตอน พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม ตอน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง และตอน เข้าห้องแก้วกิริยาและพาวันทองหนี” รัชกาลที่ 3

กัณฑ์เทศน์ นางพิมเลื่อมใสมากจนเปลื้องผ้าสไบบูชากัณฑ์เทศ์ ขุนช้างเห็นเช่นนั้นก็เปลื้องผ้าห่มของตนวางเคียงกับผ้าสไบของนางพิม อธิฐานขอให้ได้นางเป็นภรรยา ทำให้นางพิมโกรธ ต่อมาเณรพลายแก้วก็สึกแล้วให้นางทองประศรีมาสู่ขอนางพิมและแต่งงานกัน

เมือง พอกลับมาถึงบ้านก็เป็นไข้ป่าตาย เมื่อพลายแก้วอายุได้ ๑๕ ปี ก็บวชเณรเรียนวิชาอยู่ที่วัดส้มใหญ่ แล้วย้ายไปเรียนต่อที่วัดป่าเลไลยก์ ต่อมาที่วัดป่าเลไลยก์จัดให้มีเทศน์มหาชาติ เณรพลายแก้วเทศน์กัณฑ์มัทรี ซึ่งนางพิมพิลาไลยเป็นเจ้าของ

มากสั่งให้ประหารชีวิตขุนไกรเสีย นางทองประศรีรู้ข่าวรีบพาพลายแก้วหนีไปอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี
ทางเมืองสุพรรณบุรี มีพวกโจรจันศรขึ้นปล้นบ้านของขุนศรีวิชัยและฆ่าขุนศรีวิชัยตาย ส่วนพันศรโยธาเดินทางไปค้าขายต่าง…

สำนวนนิยาย
Posted in นิยาย

สำนวนนิยาย

สำนวนนิยาย

สำนวนนิยาย นวนิยายเชิงชีวประวัติ (Biographical Novel) ได้แก่ นวนิยายที่กล่าวถึงเรื่องราวของตัวละครเอก ซึ่งมักได้เค้าโครงเรื่องมาจากเรื่องราวในชวิตจริงของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เช่น ตะวันตกดิน ของ กฤษณา อโศกสิน พระจันทร์สีน้ำเงิน ของ สุวรรณี สุคนธา ผิวขาวผิวเหลือง ของ หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์

เป็นนวนิยายที่เกี่ยวกับการค้นพบสิ่งแปลกใหม่ ความตื่นเต้นมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น ยานมนุษย์ ของพรหมบุตร ชั่วนิจนิรันดร์ เรื่องแปลโดย กัญญา

อานนท์พุทธอนุชา ของ วศิน อินทสระ ลีลาวดี ของ บาคาร่า ธรรมโฆษ ชุดกฎแห่งกรรม ของ ท  เลียงพิบูลย์ ชุด หลวงตาของ แพร เยื้อไม้ เป็นต้น

2.17) นวนิยายวิทยาศาสตร์

บทบาทน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น เรื่อง กามนิตวาสิฏฐี ของ เสฐียรโกเศศและนาคะประทีป กองทัพธรรม ของ สุชีพ ปัญญานุภาพ อานนท์พุทธอนุชา ของ วศิน อินทสระ ลีลาวดี ของ ธรรมโฆษ ชุดกฎแห่งกรรม ของ ท. เลียงพิบูลย์ ชุด หลวงตา ของ แพร เยื้อไม้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 …

พรรณนา
Posted in นิยาย

พรรณนา และสำนวนนิยายไทยเรื่องเด็กหญิงตุ้ยนุ้ย

พรรณนา และสำนวนนิยายไทยเรื่องเด็กหญิงตุ้ยนุ้ย

พรรณนา  เอาแค่นี้ก่อน! ทีนี้พี่อัญจะสร้างรูปประโยคให้น่าอ่านขึ้น โดยใช้สรรพนามเรียกแทนตัวละครให้ไม่ซ้ำแบบกัน ดูซิว่าจะเป็นยังไง จะเขียนสนุกขึ้นบ้างไหม

มินมินกินไส้กรอกขนาดยักษ์ รูปร่างของไส้กรอกชนิดนี้มีความยาวเท่ากับส่วนสูงของเธอ ซึ่งเวลากินเด็กหญิงต้องยืนอยู่บนเก้าอี้ตัวสูง เพื่อให้ไส้กรอกส่วนท้ายไม่ถูไถไปกับพื้นจนสกปรก

คางอวบอูมของมินมินดูอวบอัด มันเป็นคางที่เต็มไปด้วยไขมัน บาคาร่า และมันจะกระเพื่อมทุกครั้งที่เด็กอ้วนอย่างเธอเคี้ยวไส้กรอกแบบถี่ๆ ซึ่งทุกคนในห้องเรียนรู้อยู่แล้วว่าควรตั้งฉายาให้เธออย่างไร

เด็กหญิงตุ้ยนุ้ยที่ทุกคนขนานนามว่า ‘ยัยอ้วน’ เธอได้รับฉายานี้ตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาล ซึ่งเธอก็ไม่เคยใส่ใจเลยว่าใครจะเรียกเธอแบบไหน เพราะคนอย่างมินมินเองก็ชอบที่จะให้ทุกคนเรียกฉายาของตัวเองแบบนั้นอยู่แล้ว

เห็นไหมคะน้องๆ หากเรากำหนดลักษณะตัวละครอย่างแน่ชัดแล้ว การเขียนสรรพนามแทนตัวก็ยิ่งง่ายเข้าไปอีกขั้น ดังนั้นนิยายส่วนมากจึงจำเป็นต้องสร้างตัวละครขึ้นมาก่อน(ไม่ใช่อยู่ๆ นึกได้ก็เขียนเลย) พี่อัญเลยขอให้น้องๆ ลองวาดรูปขึ้นมา เพื่อใช้ในเวลาเขียนถึงตัวละครนั้นๆ และน้องๆ จะได้หยิบลักษณะในรูปวาดมาบรรยายลงรายละเอียดจนน่าอ่านขึ้นได้แบบไม่ต้องสงสัย(เพราะมันเห็นภาพ และตายตัว ไม่ใช่ว่าบทนี้อ้วน บทหน้าผอม ซึ่งมันดูขัดกัน)

มาถึงตรงนี้พี่อัญบอกได้เลยว่า หากเล่นคำไม่ซ้ำแล้วล่ะก็ งานเขียนของน้องๆ ก็ต้องน่าอ่านขึ้นมาอีกหลายเท่าเลยทีเดียว

ในหนึ่งย่อหน้าหากน้องๆ เลี่ยงการใช้คำซ้ำเพื่อต่อประโยคได้ น้องๆ จะพบความไหลลื่นได้เอง โดยไม่ต้องไปยึดติดกับคำพรรณนาเพื่อชักแม่น้ำทั้งห้ามาเขียน เพียงเพราะต้องการให้นิยายน่าอ่าน

ภาษาสวย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบเปรียบเปรยทางการพรรณนา แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้คำมาเขียน ยิ่งคำที่ใช้สวยเท่าไหร่(คำที่ใช้สื่อแทนน่ะ เช่นพระจันทร์ ใช้แทนว่า ดวงจันทร์ ฤดูฝน ใช้แทน ฤดูวสันต์ ซึ่งคำเหล่านี้ มันขึ้นอยู่กับการเลือกคำที่มีความหมายเดียวกันมาใช้ทั้งนั้น ไม่ได้พิเศษเท่าไหร่เลย ใครที่รู้จักคำในพจนานุกรมมากๆ ล้วนทำได้หมดค่ะ พี่อัญขอบอก)

ตัวอย่างสุดท้าย การเล่นคำ

ดวงจันทร์สีเงินปรากฏขึ้นหลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ขณะที่เหล่าเมฆลอยเป็นกลุ่มก้อนพัดผ่าน ฉับพลันนั้นหยดน้ำเล็กๆ ก็หยดแหมะลงบนพื้นดิน ก่อให้เกิดต้นไม้ขนาดยักษ์ แลดูน่ากลัวอยู่ใกล้ๆกับปราสาทแม่มดศิริลานี

จากตัวอย่างที่เห็น มันก็เป็นการเขียนบรรยายที่ดูทื่อๆ แบบนิยายแปลค่ะ(นิยมใช้กับแนวเรื่องแฟนตาซีค่ะ) แต่พี่อัญจะขอแก้ใหม่อีกรอบ ด้วยการแทนที่คำ ซึ่งคำที่เอามาแทนที่นั้นก็มีความหมายเดียวกัน (ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตัวอย่างแรกนั้นไม่ดีนะคะ แต่มันเหมาะสมกับนิยายแนวแฟนตาซีมากกว่านิยายรัก และในส่วนที่พี่อัญจะแก้ไขตัวอย่างนั้น ดูเหมือนมันจะเหมาะกับนิยายที่ต้องการพรรณนาเน้นอารมณ์ หรือรักๆ ใคร่ๆ แนวเรื่องประเภทชีวิตมากกว่าค่ะ ซึ่งทั้งสองตัวอย่างก็เป็นรูปแบบที่ดีทั้งคู่(ไม่มีตัวอย่างไหนที่ห้ามใช้นะ คะ) ขี้นอยู่กับว่าจะนำมาใช้กับนิยายแนวไหนก็เท่านั้น)

พระจันทร์สีเงินยวงปรากฎขึ้นหลังดวงตะวันลับขอบฟ้า ขณะที่เหล่าเมฆาลอยเป็นกลุ่มก้อนพัดผ่าน หยดวารีเม็ดหนึ่งก็ร่วงไหลรินลงสู่พื้นธรณี ก่อให้เกิดพฤษาขนาดมหึมาปกคลุมไปทั่วบริเวณปราสาทศิริลานี

จากตัวอย่างเป็นการเล่นคำที่แสนจะธรรมด๊าธรรมดา ที่น้องๆ หลายคนอาจเคยคิดว่าเป็นฝีมือการเขียนระดับพระกาฬ(เหมือนนักเขียนสมัยก่อนที่เน้นแต่ภาษาสวย ซึ่งอาจจะเลี่ยนๆ ไปบ้าง) แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยค่ะ เพราะมันเป็นเพียงการรู้จักการเลือกใช้คำ ‘ในความหมายเดียวกัน’ มาแทนที่กันเท่านั้น (ต้องขอย้ำอีกว่า จากการเล่นคำในตัวอย่างที่สองนี้ เป็นการเล่นคำเพื่อแสดงให้เห็นข้อเปรียบเทียบเฉยๆ ค่ะ เพราะน้องๆ จะได้เห็นข้อแตกต่างชัดเจนขึ้น หากนำไปเปรียบเทียบกับแบบแรก และพี่อัญคิดว่าการใช้คำที่ดูเกินพอดี น้องๆ คงสัมผัสได้ว่า มันเลี่ยนเช่นกัน)

อยากให้น้องๆ จำไว้ว่า อะไรที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ไม่ดีทั้งนั้น ทางสายกลาง คือความพอดี จะดีที่สุด

การจะทำอะไรต้องคำนึงถึงความพอดีด้วยนะคะ และไม่ว่าจะเขียนด้วยสำนวนไหน “นิยายแปล” หรือ “นิยายพรรณนา” ก็ต้องดูว่ามันเหมาะสมกับโครงเรื่อง แนวเรื่องของเราหรือเปล่า ซึ่งมันคือความจำเป็นที่สุด ในการทำให้นิยายน่าอ่าน

บทความนี้เป็นเพียงบทความแนะนำเท่านั้นค่ะ(เพราะอะไรดีหรือไม่ดี น้องๆ น่าจะทราบอยู่แล้วหลังจากการอ่านบทนี้ไป ซึ่งพี่อัญคิดว่าทั้งสองแบบดีหมด แต่ก็ไม่ใช่ดีที่สุด พี่อัญเลยอยากให้น้องๆ ลองเปลี่ยนมาอยู่กึ่งกลางมั่ง โดยเน้นให้ผู้อ่าน อ่านเข้าใจง่ายๆ ก็พอ) และตัวอย่างเหล่านี้ก็เขียนขึ้นอย่างคร่าวๆ ไว้ให้น้องๆ นักเขียนมือใหม่สังเกตได้ง่ายๆ ซึ่งพี่อัญต้องการเปรียบเทียบให้เข้าใจในจุดต่างๆ ของการเขียนแต่ละแบบเท่านั้นค่ะ

หวังว่าจากบทความนี้ น้องๆ หลายคนจะได้ประโยชน์จากมันนะคะ ซึ่งพี่อัญขอสนับสนุนทุกคนให้เขียนผลงานดีๆ มีคุณภาพตลอดนานเท่านาน (ตลอดกาลคงนานไปเผื่อน้องๆ อยากพักมั่ง) ส่วนบทหน้าคงเป็นเรื่องของโครงเรื่องนะคะ เพราะผลัดมาหลายครั้งแล้ว…

ประโยคนิยาย
Posted in นิยาย

ประโยคนิยาย 10 ข้อดีของการอ่าน ยิ่งรู้ยิ่งต้องอ่านเลย

ประโยคนิยาย 10 ข้อดีของการอ่าน ยิ่งรู้ยิ่งต้องอ่านเลย

ประโยคนิยาย จริง ๆ แล้วหนังสือก็เปรียบเสมือนปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตเรา เพราะถือเป็นอาหารสมองที่จะช่วยบำรุงความรู้ และประเทืองปัญญาให้เราได้เป็นอย่างดี แต่พอได้เห็นสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยแล้วก็ต้องถอนหายใจดังเฮ้อ ก็ตัวเลขสถิติที่ออกมามันช่างน้อยแสนน้อยเสียจนน่าใจหาย วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอนำเสนอ 10 ข้อดีของการอ่านมาให้ได้รู้กัน เผื่อจะช่วยกระตุ้นให้คนไทยอยากอ่านหนังสือกันมากขึ้นค่ะ

1.กระตุ้นการทำงานของสมอง

สมองก็เป็นอวัยวะอย่างหนึ่งในร่างกาย ที่ต้องการการออกกำลัง เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการทำงานให้ลื่นไหลไม่ติดขัดอยู่เสมอ บาคาร่า และจากการวิจัยทางการแพทย์ก็พบว่า การอ่านหนังสืออยู่เสมอจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และกระตุ้นกระบวนการคิด ทำให้ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคความจำเสื่อม เพราะการใช้สมองคิดตามสิ่งที่อ่าน จะทำให้สมองได้ทำงานอยู่ตลอดนั่นเอง

2.ลดความเครียด

ไม่เพียงแต่กระตุ้นการทำงานของสมอง แต่การอ่านหนังสือยังมีข้อดีที่น่าสนใจอย่างช่วยลดความเครียดได้ด้วย โดยนักจิตวิทยาได้แนะนำว่า การอ่านหนังสือนิยาย หรือหนังสือที่เราชอบในช่วงเวลาที่มีความเครียดจากงาน หรือสิ่งที่เจอในชีวิตประจำวัน จะทำให้ความเครียดที่มีอยู่หายไปได้ เพราะเมื่อเรามีสมาธิในการอ่านหนังสือที่อยู่ในมือ เราก็จะลืมเลือนเรื่องที่กำลังกังวล หรือเรื่องที่กำลังเครียดอยู่โดยอัตโนมัติ เผลอ ๆ ข้อคิด หรือมุมมองดี ๆ ที่ได้จากหนังสือ ก็อาจจะช่วยให้เรื่องที่กำลังเครียดอยู่กลายเป็นเรื่องสิว ๆ ไปเลยก็ได้

3.ให้ความรู้

แน่นอนอยู่แล้วว่าเมื่อเราอ่านหนังสือ เราก็จะได้ความรู้ หรือข้อคิดอะไรบางอย่างกลับมา และไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยสาระความรู้เสมอไป หนังสือนิยายรักหวานแหว หรือหนังสือการ์ตูน ก็สามารถให้อะไรกับเราได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องให้ความบันเทิงกับเราล่ะ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหน ก็หยิบมาอ่านเถอะค่ะ รับรองว่ายังไงก็ได้ประโยชน์แน่นอน 4.ได้สำนวนภาษา

หากลองสังเกตดี ๆ จะรู้ว่า การอ่านหนังสือนั้นช่วยให้เราได้เรียนรู้สำนวนภาษา คำศัพท์ วิธีการพูดอย่างสละสลวย นุ่มนวล ยิ่งถ้าได้อ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ หรือหนังสือแปล เราก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้คำศัพท์ และสำนวนใหม่ ๆ ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่เชื่อลองสังเกตสำนวนการพูดหรือสำนวนการเขียนของคนที่ชอบอ่านหนังสือดูก็ได้ แล้วจะได้เห็นความแตกต่าง ว่าเขาสามารถพูดจา และเขียนหนังสือได้อย่างไม่สะดุด อ่านก็ลื่นตา ฟังก็ลื่นหู เห็นได้ชัดว่ายิ่งอ่าน ก็ยิ่งได้ประโยชน์ดี ๆ ต่อตัวคุณเองอย่างไม่น่าเชื่อเลยเนอะ

5.ช่วยกระตุ้นความจำ

เมื่อเราอ่านหรือรับอะไรก็ตามเข้าไปในสมอง สมองจะสั่งการเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ในส่วนหนึ่งของสมอง ที่มีไว้สำหรับการจดจำข้อมูล และเรียกใช้ได้อย่างทันทีเมื่อจำเป็น ดังนั้นเมื่อเราอ่านหนังสือมาก สมองก็จะได้ทำงาน เก็บข้อมูลและเรียบเรียงข้อมูลใหม่ เพื่อให้เราสามารถจำอะไรได้ดีขึ้น เราจึงสามารถเรียนรู้และจดจำได้อย่างดี ไม่มีลืม

6.บริหารกระบวนการคิดวิเคราะห์

ทุกครั้งที่ได้อ่านหนังสือที่มีเงื่อนงำ หรือมีปมที่ต้องคิดตาม สมองของเราก็จะพยายามขบคิดปมปัญหานั้น ๆ และหาทางออกด้วยตัวเอง เช่นกันกับเวลาที่ได้ดูหนังแนวสืบสวนสอบสวน เราก็จะพยายามคลำหาคำตอบอยู่ในใจไปพร้อม ๆ กับเนื้อเรื่อง ซึ่งก็จะทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ของเราได้ทำงาน บริหารตัวเองอยู่ตลอด เรียกได้ว่ายิ่งได้อ่านก็เหมือนยิ่งได้ลับสมองให้เฉียบแหลมยังไงยังงั้นเลยล่ะ
7.ฝึกสมาธิ

หากอยากได้สมาธิ หรือต้องการหลีกหนีความวุ่นวายรอบกาย ก็ลองหยิบหนังสือที่น่าสนใจมาอ่านดูสิ แล้วคุณก็จะได้ฝึกสมาธิได้อย่างที่ตั้งใจ เพราะเวลาที่เราเพ่งความสนใจไปยังหนังสือ ก็จะได้เพ่งสมาธิและสมองไปด้วย ทำให้เรามีสมาธิทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ถึงขนาดที่ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า ให้อ่านหนังสือก่อนทำงาน หรือเรียนสัก 15-20 นาที เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสมองและร่างกายให้พร้อมทำงาน และเรียนหนังสือเลยทีเดียว

8.พัฒนาทักษะการเขียน

เชื่อได้ว่าคนที่อ่านหนังสือทุกคน แม้จะอ่านบ่อยหรือไม่ค่อยบ่อยก็ตาม จะต้องมีนักเขียนในดวงใจ ที่เราอ่านแล้วชอบวิธีการเขียน และสำนวนของเขาเหลือเกิน ซึ่งสิ่งนี้และที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะทางด้านการเขียนให้เรา และยิ่งถ้าได้อ่านบ่อย ๆ ก็จะได้ทั้งคำศัพท์และสำนวนภาษาที่เขาใช้เขียนหนังสือกัน ไม่แน่ว่าสักวันคุณก็อาจจะได้เป็นนักเขียนฝีมือดีคนหนึ่งเลยก็ได้นะ

9.ให้ความสงบ

ผลวิจัยทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่า นอกจากการอ่านหนังสือจะช่วยให้เรามีสมาธิขึ้นแล้ว การอ่านหนังสือยังช่วยให้ร่างกายเราเกิดความรู้สึกสงบขึ้นด้วย โดยหากอ่านหนังสือแนวปรัชญาหรือหนังสือที่ให้แนวคิด จะช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติได้ หรือถ้าอ่านหนังสือประเภทฮาวทู (self-help books) ก็จะช่วยปรับอารมณ์ที่แปรปรวนให้กลับมาเป็นปกติ และบางทีก็สามารถช่วยชี้ทางสว่างให้ปัญหาที่มืดแปดด้านได้ด้วย

10.ให้ความบันเทิง

ไม่ว่าจะอ่านหนังสือประเภทไหนก็แล้วแต่ จะมีสาระความรู้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่สำคัญ เพราะหนังสือสามารถให้อะไรกับคนอ่านได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ไอเดียดี ๆ ทักษะภาษา หรือแม้แต่หนังสือภาพการ์ตูนที่ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรเลย ก็ยังสามารถให้ความบันเทิงเริงใจแก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้น หากวัน ๆ หนึ่งคุณไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไร ก็ลองหาหนังสือที่คิดว่าน่าสนใจ หรือเริ่มอ่านข้อความบนถุงกระดาษ หรือบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันก่อนก็ได้ค่ะ

อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าทุกคนพอจะรู้ประโยชน์และข้อดีของการอ่านหนังสือกันอยู่แล้ว แต่ที่ติดกันอยู่นี่ก็คงเป็นความขี้เกียจ หรือบางคนก็มีกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจกว่าให้ทำ แต่นับจากนี้ต่อไป อยากให้ลองอ่านหนังสือกันให้มากขึ้น แล้วคุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างคาดไม่ถึง อะไรที่ไม่เคยได้รู้ก็ได้รู้ สถานที่ไม่เคยได้ไปก็จะได้เห็น มาเปิดโลกกว้างไปกับหนังสือดีกว่านะคะ…