About LilianHolloway

Here are my most recent posts

การผจญภัย
Posted in Uncategorized

การผจญภัย ของไดโนเสา

การผจญภัย ของไดโนเสา
ผู้แต่ง-ภาพประกอบ : มาร์คัส ฟิสเตอร์ ผู้แปล : ระพีพรรณ พัฒนาเวช สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก จำนวน : ๓๒ หน้า

วันหนึ่ง เมื่อแม่ไข่ไดโนเสาร์พบไข่ประหลาดที่ส่องเป็นประกายวาววับอยู่ในรังของตน แม่ไดโนเสาร์ค่อนข้างแปลกใจแต่ก็ตั้งใจฟักไข่เพื่อให้เจ้าตัวน้อยออกมา หลังจากที่ลูกน้อยชื่อ ไมอา ได้ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่นานนัก ไข่ฟองประหลาดเริ่มขยับ แล้วก็ปรากฏมีโนเสาร์ที่สวยงาม มีแผงบนหลังเป้นประกายแวววาวฟักออกมาจากไข่ แม่ไดโนเสาร์จึงตั้งชื่อให้มันว่า ไดโน

นับจากวันนั้น ทั้งไดโนและไมอา จึงเป็นเพื่อนเล่นด้วยกัน บาคาร่า ออกเที่ยวเดินด้วยกันเสมอมา วันหนึ่ง ไดโนเกิดอยากออกเดินทางผจญภัยให้ไกลออกไปจากที่อยู่อาศัยเดิม ดังนั้นทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทาง ระหว่างนั้นเองที่ทั้งคู่ต้องผจญกับไดโนเสาร์จอมโหด แต่ทั้งคู่ก็หนีรอดกลับมาได้ แถมไดโน ยังใช้แผงหลังที่ส่งประกายแวววับให้เกิดประโยชน์ในการกำจัดไดโนเสาร์ตัวร้าย ได้อีกด้วย…

นิยายเพลิงพยัคฆ์
Posted in นิยาย

นิยายเพลิงพยัคฆ์ โดย : ณารา สำนักพิมพ์ : พิมพ์คำ

นิยายเพลิงพยัคฆ์ โดย : ณารา สำนักพิมพ์ : พิมพ์คำ

เรื่องกำเนิดเมื่อปี 2477 พยัคฆี (อาโฮ่ว) ที่อายุยี่สิบกับน้องชายอายุสิบสี่ สินธพ (อาแบ้) เป็นลูกจีนโพ้นทะเล บิดามารดา เตียบุ่งป้อ แล้วก็ มุ่ยแช

เช่าที่ปลูกผักเลี้ยงเป็ดอยู่ฝั่งธน ถึงทุกข์ยากลำบากแต่ว่าก็มีหวังกับลูกๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งพยัคฆินที่เรียนเก่งจนได้เข้าชั้นเรียนที่ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์เมื่อสองปีกลาย

เจ้าของที่ดีนเป็น พลตำรวจตรีพระยารักษาสงบสุขชน ผู้มีลูกกับเมีย คุณหญิงงามพริ้ง สองคน เป็น ร้อยตำรวจโท ขุนปราบระรานชน (ไกรศรี) รวมทั้ง ภูษาราย  (อายุสิบเจ็ด) แล้วก็สนิทกับอาโฮ้วตั้งแต่เล็ก ขอให้ช่วยสอนหนังสือให้เสมอๆจนกระทั่งอยู่ในข่ายแอบหลงเสน่ห์ ^^ แต่ว่าพระยาป้องกันสงบสุขชนจะแต่งบุตรสาวกับ ร้อยตำรวจตรี เสริม ลูกพระยาฤทธิ์ฯ เพื่อนเกลอที่กำลังเจริญ เลยทำให้อาภรณ์รายมาขอให้อาโฮ้วพาหนี

แต่ว่าความแตกเนื่องจากคนรับใช้ เง็กจู (และก็คู่หมั้นคู่หมายของอาโฮ้วเนื่องจากว่าบิดาสนิทกัน) เตียบุ่งป้อถูกไกรศรียิงตายแล้วกล่าวร้ายให้อาโฮ้ว มุ่ยแชและอาแบ้หนีหายสูญหาย

อาโฮ้วก็หนีไปอยู่กับแผนกงิ้วเล่าซัวบ่วงโชคดีที่ใกล้วัดเล่งเน่ยยีซึ่งมี บาคาร่า เฮ้งซัว เป็นซือแป๋ สนิทกับผู้แสดงนำชายบู๊ มังกร (อาเล้ง) เด็กกำพร้าที่เฮ้งซัวรับไว้แต่ว่าเด็ก โ

ดยอาโฮ้วได้เรียนกังฟูแลกเปลี่ยนกับการสอนหนังสือให้อาเล้ง เวลาผ่านไปเกือบจะสองปี ชีวิตเปลี่ยนเมื่อทั้งคู่ได้ช่วย เตียเอี๊ยตระหนี่วง ตั่วเฮียของพรรคอั้งทิมึ้ง (จากประสบการณ์พลังภายใน ขอทายใจว่าแปลเป็นอิสระยเป็นพรรคเหล็กแดง) ที่คุมเยาวราช ทำให้ทั้งสองถูกทาบทามเข้าไปปฏิบัติงานเป็นคนสนิทสนมที่เชื่อใจ ซึ่งทั้งสองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เป็นเลือดใหม่มือดี โดยยิ่งไปกว่านั้นอาโฮ่วในชื่อใหม่ อาไซ ที่เฉลี่ยวฉลาดรวมทั้งมีความคิดอ่อนโยนถ้วนถี่ ส่วนอาเล้งค่อนข้างจะอารมณ์ร้อนบุ่มบ่ามไป เมื่อกำเนิดการรบ อาโฮ่วมองเห็นวิถีทางใหญ่ตั้งบริษัทกับอาเล้งเพื่อกักตุนสินค้า ได้กำไรสูงกระทั่งมั่งคั่งเป็นคนมั่งมีใหญ่

ทางด้านพระยาคุ้มครองสงบชน ไกรศรีได้สมรสกับ นวลละออง ที่มีเส้นสายดี ได้มาประจำที่สถานีแถวเยาวราช เรียกเงินค่าคุ้มครอง แม้กระนั้นก็ติดการเดิมพันอย่างมาก ส่วนภูษารายที่โดนลงหวายเจ็บหนักก็อาศัยเรื่องที่เสริมได้ทุนไปศึกษาต่อต่างแดนขอให้ตาช่วยถ่วงงานมงคลสมรสไว้ (แม้กระนั้นประชาชนนึกว่าสมรสไปแล้ว) รวมทั้งได้เข้าห้องเรียนอักษรศาสตร์ จบด้วยคะแนนเยี่ยมจนได้เข้ามาเป็นคุณครู ท้ายที่สุดเง็กจูมีลูกชาย กระจาย(อาตือ) ที่คุณอ้างถึงว่าเป็นลูกของอาโฮ้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อมีลูกระเบิดลงที่บ้านพอดิบพอดี เงินทองเสียหายไปๆมาๆก พระยาปกป้องสงบชนเจ็บหนักจนกระทั่งกล่าวได้ว่าทุพพลภาพ ไกรศรีเสียการพนันกระทั่งหมดตูด ขายที่ดินออกไปจนกระทั่งหมด รังควานเมียกระทั่งหนีกลับไปอยู่ที่บ้าน มีเพียงแค่ค่าตอบแทนรายเดือนของภูษารายที่ทำให้ครอบครัวไม่ถึงกับอดตาย

ที่เยาวราชมีปัญหากรุ๊ปจีนใหม่ที่ท้าอำนาจเดิม นิยายเพลิงพยัคฆ์ การแตกร้าวในระดับหัวหน้าทีม อย่างผู้ใหญ่ หุ่ยเพียว ที่ดูดีก็มีเรื่องมีราวลับลมคมในบางสิ่งบางอย่าง

และก็ประเด็นการวางผู้สืบสกุลสืบอำนาจอิทธิพล เอี๊ยขี้เหนียววงมีเมียสี่คน ลูกชายคนโตจากเมียหลวง อาเสี่ยมแก (บุตรสาวอดีตกาลหัวหน้าทีมที่มีอิทธิพล) ก็ถูกฆาตกรรมไปแต่ว่ายังชายหนุ่ม ทำให้ส่งบุตรสาว นงท้องฟ้า(อาฮุ้ง) ไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อให้มีความปลอดภัย ส่วนลูกชายที่เกิดขึ้นจากภรรยาสองสามก็ยังเด็ก เมื่อกำเนิดการทำศึกทำให้นงท้องฟ้าหาจังหวะกลับกรุงเทพมหานคร แปลงเป็นจุดแปลงใหญ่เมื่ออาจมีการเลือกลูกเขยมารับตอน ซึ่งอาเล้งก็หลงเสน่ห์ร้ายแรง แต่ว่าตัวเต็งเป็นอาโฮ้วที่เรื่องจริงไม่สนใจ อยากถอนตัวจากแวดวง รวมทั้งถึงเวลาที่จะเอาคืน

Posted in นิยาย

เมล็ดแครอท

เมล็ดแครอท
บทความ ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์  จากเรื่อง The Carrot Seed ของ Ruth Krauss และ Crockett Johnson, แปลโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ

ผู้เขียนลังเลอยู่นานว่าควรจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ในแง่มุมไหน และบอกเล่าด้วยวิธีใด เพราะหนังสือเล่มเล็กเล่มนี้มีเรื่องราวบอกเล่าเรามากเหลือเกิน ตั้งแต่วิธีคิดในการทำหนังสือภาพสำหรับเด็กที่ “ดูไม่มีอะไรมาก” เรื่องราวของผู้ประพันธ์ เรื่องของผู้วาดภาพประกอบ และวิธีคิดของหนังสือ รวมถึงสิ่งที่เด็กๆเห็นและสัมผัสได้จากหนังสือ กระทั่งอาจจะพูดไปได้ถึงทั้งมุมมองของผู้ใหญ่ต่อหนังสือเล่มนี้ และการแปลที่มี “ประเด็น” รวมอยู่ด้วย หนังสือเล็กๆเล่มนี้ จึงมีเรื่องราวอยู่มากมากมายให้พูดถึง ไม่ต่างจาก แมวล้านตัว ของ แวนด้า ก็อก ที่อยู่ยืนยงมากว่า ๗๐ ปี ในขณะที่ เมล็ดแครอท ก็ฉลองครบรอบ ๖๐ ปี ไปเมื่อสักสามปีมานี้เอง

ความแตกต่างของแมวล้านตัวกับเมล็ดแครอท อยู่ตรงที่ความซับซ้อนของเรื่องราวที่เรื่องนี้มีน้อยกว่า และน้อยมากจนดูเหมือนไม่มีอะไร เรื่องมีเพียงว่า เด็กคนหนึ่งเอาเมล็ดแครอทปลูกลงดินและเพียรดูแลรดน้ำอยู่ทุกวัน ในขณะที่ทุกๆคนในบ้านต่างก็ดาหน้าออกมาพูดว่า มันคงไม่งอกหรอก วนเวียนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมันงอกออกมาและกลายเป็นต้นแครอทขนาดมหึมา เรื่องมีอยู่เท่านั้นจริงๆ แต่หนังสือเล่มเล็กที่มีภาพอยู่เพียง ๑๒ ภาพ กลับมีพลังยิ่งใหญ่ ดึงดูดเด็กๆอย่างต่อเนื่องมากว่า ๖๐ ปี

วิธีเล่าเรื่องของ เมล็ดแครอท น่าสนใจมากเพราะเปิดเรื่องก็เข้าประเด็นทันที ราวกับดูหนังแอคชั่นชั้นดีในปัจจุบัน ไม่อ้อมค้อมเยินเย้อ และตัดประเด็นอื่นออกหมดเกลี้ยง บาคาร่า
ทั้งเนื้อความและภาพประกอบ เราจึงไม่เห็นแม้แต่ต้นหญ้าหรือรายละเอียดอื่นใด นอกจากเด็กน้อยคนนั้นกับป้ายหลุมปลูก ผู้คนในบ้านที่ทยอยดาหน้ามาแสดงความเห็น ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆโดยสิ้นเชิง และแตกต่างวิธีเล่าเรื่องของนักประพันธ์ส่วนใหญ่ที่เราคุ้ยเคยทั้งไทยและเทศ ราวกับว่าผู้ประพันธ์สนใจประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว ส่วนผู้วาดภาพประกอบก็Ruthดูจะเข้าใจแจ่มชัดถึงสารที่จะเสนอ กระทั่งผู้เขียนเองแทบไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไรว่าเป็นการทำงานร่วมกันของคนสองคน(แม้จะเป็นคู่สมรสกันก็เถอะ) แต่เมื่อพิจารณาว่างานประพันธ์หนังสือภาพทุกเล่มของเธอล้วนเป็นการทำงานร่วมกับศิลปินชั้นนำทั้งสิ้น นับตั้งแต่ Crockett Johnson เจ้าของผลงาน”ฮาโรลกับดินสอสีม่วง” อันลือลั่น ผู้เป็นคู่ชีวิตซึ่งวาดภาพประกอบให้เมล็ดแครอตจนได้รับรางวัลแคลเดอคอต รวมถึง Maurice Sendak ผู้ประพันธ์และวาดภาพประกอบหนังสือภาพสำหรับเด็กที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลกในปัจจุบัน ที่ทำภาพประกอบหนังสือให้ครอสส์ถึง ๗ เล่ม (นอกเหนือจากการนำเอาผลงานเก่าของเธอมาวาดใหม่อีกหนึ่งเล่มภายหลัง)

Ruth Krauss กลายเป็นผู้เปิดประตูแห่งหนังสือภาพฯให้ Maurice Sendak ได้เข้าไปเติบโตยิ่งใหญ่ด้วยการทำงานชิ้นแรกให้เธอเมื่อเขาอายุเพียง ๒๒ ปี (ครอสส์อายุมากกว่าเซนดัก ๒๗ ปี) ส่วน Marc Simont ผู้ร่วมงานในยุคต้นๆของเธอก็มีรางวัลประดับผลงานมากมายจากงานภาพประกอบกว่าร้อยเล่มของเขา และหนึ่งในงานที่ได้รับรางวัลนั้นก็เป็นการทำงานร่วมกับ ครอสส์ อีกเช่นกัน

Johnson.portrait.sm.jpegผู้เขียนมีความรู้สึกว่าหนังสือเล็กๆเล่มนี้ นำเสนอวิธีคิดกึ่งๆขบถที่เด็กมักจะมีต่อผู้ใหญ่ที่ไม่แน่ใจนักว่าผู้ใหญ่ในบ้านเราจะรู้สึกกันอย่างไร เพราะเด็กคนนี้ออกจะดื้อดึงและต่อต้านอยู่ในที แต่กับผู้คนในวัฒนธรรมของผู้ประพันธ์นั้น อาการเช่นนี้ได้รับการยกย่องนับถือเอาการอยู่ เพราะการให้ความนับถือในความมุ่งมั่นนั้นดูจะเป็นคติพื้นฐานที่เราได้ฟังได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เมล็ดแครอต จึงถูกมองและตอบรับจากผู้อ่านราวกับ แมน ออฟ ลาเมนชา ในมุมของเด็กเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าสำนวนแปลออกจะเคร่งครัดกับต้นฉบับมากอยู่สักหน่อย จึงไม่ค่อยลื่นไหลเป็นภาษาที่เราพูดกันอยู่จริงในเวลาอ่านออกเสียง สำเนียงภาษาค่อนจะเป็นสำนวนฝรั่งอังกฤษมากกว่าสำนวนไทย โดยเฉพาะประโยคซ้ำในเกือบทุกๆหน้า จึงไม่ค่อยแน่ใจว่าเด็กๆจะสัมผัสถึงเนื้อความของเรื่องได้ลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด และหนังสือจะได้รับการตอบรับจากผู้อ่านและผู้ฟังมากเพียงใด…

มาเล่นด้วยกันนะ
Posted in นิยาย

มาเล่นด้วยกันนะ

มาเล่นด้วยกันนะ
บทความ : ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ เรื่อง : มาเล่นด้วยกันนะ ผู้แต่ง-ภาพประกอบ :มารี ฮอลล์ เอทส์ แปลโดย : พรอนงค์ นิยมค้า สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก (คัดจากวารสารเด็กไท ฉบับที่ 32 )

‘มาเล่นด้วยกันนะ’ เป็นผลงานของมารี ฮอลล์เอทส์ นักเขียนผู้เป็นเจ้าของหนังสือที่เป็นสมบัติของโลกหลายเล่ม ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงปัจจุบัน เฉพาะเล่มนี้ก็ยาวนานกว่า 63 ปีแล้ว (1955)

และแม้ยุคสมัยของความเงียบที่เป็นเรื่องราวดังปรากฏในหนังสือเล่มนี้จะค่อยๆหายไปจากชีวิตของเด็กๆ แต่หนังสือยังคงอยู่มาได้อย่างมั่นคง

ผู้คนจำนวนมากมักจะเข้าใจว่ากิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กๆนั้นจะต้องกระตือรือร้นมีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็คงจะไม่ถูกเสียทั้งหมดเพราะเด็กๆ ไม่ได้ต้องการทำกิจกรรมสียงดังตลอดเวลา

การได้ทำอะไรด้วยความสงบเงียบและเป็นสุขนั้นปราชญ์บอกว่าเป็นเบื้องต้นที่จะนำเด็กไปสู่ความซาบซึ้ง จากความซาบซึ้งจะกลายเป็นความประทับใจอันนำไปสู่ความละเอียดอ่อนซึ่งเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของความเป็นมนุษย์

ทาดาชิ มัตษุอิ ปรมาจารย์ด้านหนังสือภาพ กล่าวไว้ว่า การเลี้ยงดูเด็กนั้นไม่ควรให้อยู่ในที่เสียงดังหนวกหูและมีแต่ความวุ่นวาย เช่นในบ้านที่มีเสียงวิทยุโทรทัศน์ดังลั่นทั้งวัน ซึ่งทำให้เด็กขาดสมาธิ

เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมอันวุ่นวายและขาดพลังสมาธินั้น แม้พ่อแม่พยายามเร่งรัดใส่ความรู้เข้าไปเด็กก็รับไม่ได้ ทำให้พ่อแม่ยิ่งว้าวุ่นใจ ส่งผลให้เด็กยิ่งขาดสมาธิมากขึ้น อารยธรรมและความคิดของมนุษยชาตินั้นเกิดจากความเงียบและความว่าง ความเงียบจึงจำเป็นสำหรับชีวิตเด็ก

ภาพเด็กหญิงตัวเล็กภายใต้แสงแดดอบอุ่นยามเช้า เดินไปทุ่งหลังบ้านตามลำพัง ดูดอกไม้ พูดคุยกับแมลง และเล่นกับเหล่าสัตว์ช่างดูไม่มีอะไรเสียเลย ราวกับคำรำพึงรำพันของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น แต่ความสงบของภาพและเรื่องราวนั้น ทำให้ต้องตั้งสมาธิค่อยๆติดตามเสียงรำพึงของเด็กหญิงตัวน้อยๆ เข้าไปในท้องทุ่ง ผ่านพงหญ้แล้วมองดูดอกไม้เล็กๆในมือของเธอท่ามกลางแสงแดดอบอุ่น แล้วนั่งรอคอยอย่างสงบ นิ่ง อดทน ไม่ช้าเหล่าเพื่อนทั้งหลายก็กลับมาอย่างช้าๆ เงียบๆ

เรื่องราวช่างดูง่าย เงียบ และไม่มีอะไรเลย บาคาร่า แต่เป็นบรรยากาศที่ผู้อ่านจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นแก่เด็ก เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงหนังสือได้อย่างลึกซึ้ง ดังที่ ทาดาชิ มัตษุอิ กล่าวไว้อีกเช่นกันว่า หนังสือของมารี ฮอลล์ เอทส์ นั้นแตกต่างจากหนังสือส่วนใหญ่เพราะต้องใช้สมาธิ ผู้อ่านต้องอยู่ในความสงบร่วมกับเด็กๆ หนังสือของเธอไม่ใช่หนังสือที่อ่านแล้วเด็กจะสนุกสนานขึ้นมาได้ทันทีทันใด ต้องใช้เวลาเพราะเป็นหนังสือลึกซึ้ง

กล่าวกันว่านอกจากความเป็นนักกิจกรรมทางสังคมแล้ว มารี ฮอลล์ เอทส์ ยังเป็นศิลปินทั้งชีวิตและจิตใจ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นและประสบในชีวิตจึงสะท้อนออกมาในงานของเธอเสมอ เราสัมผัสได้ทั้งจากหนังสือเล่มนี้และเล่มอื่นๆของเธอ เพียงแต่แตกต่างจากนักประพันธ์คนอื่นตรงที่เธอสะท้อนออกมาในหนังสือภาพสำหรับเด็กซึ่งไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก…

น้องส้มโอ
Posted in นิยาย

น้องส้มโอกับพี่หลอดไฟ

น้องส้มโอ กับ พี่หลอดไฟ
บทความ : ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ เรื่องและภาพโดยชีวัน วิสาสะ สำนักพิมพ์ แพรวเพื่อนเด็ก

การสร้างสรรค์หนังสือสำหรับเด็กเล็กๆ นั้นนับว่าเป็นงานยากระดับปราบเซียน เพราะการจะเขียนหนังสือสักเล่มให้เด็กเล็กๆ รู้สึกสนุกและรับสารที่ต้องการส่งออกไปได้นั้น ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ นี่คงจะเป็นคำอธิบายได้ว่า เหตุใดจึงมีหนังสือสำหรับเด็กวัยนี้น้อยเล่มเหลือเกินในบ้านเรา ทั้งพ่อแม่ก็ลังเลที่จะซื้อมาอ่านให้ลูกฟัง เนื่องจากราคาแพง (เมื่อเทียบกับหนังสือที่คุณพ่อคุณแม่อ่านเอง) และ ดูไม่มีอะไร ในสายตาผู้ควักกระเป๋า ทำให้ผู้ที่มีความตั้งใจและเข้าใจหนังสือเด็กหลายคนที่มีความคิดดีๆ ไม่กล้าแม่แต่จะคิดทำ เพราะหากพิมพ์ออกมาแล้ว นอกจากสำนักพิมพ์แทบไม่มีโอกาสได้ทุกคืนแล้ว ผู้แต่งยังอาจหมดกำลังใจไปเลย เรื่องนี้ถือเป็นความกล้าหาญของทั้งสำนักพิมพ์และครูชีวันเลยทีเดียว

ชื่อของ ชีวัน วิสาสะ นั้นอยู่ในระดับครู เขาได้สร้างงานขึ้นแท่นระดับสากลไปเรียบร้อยแล้ว บาคาร่า ติดตามศึกษางานของเขามาหลายปี ไม่เคยพบว่าเขาออกงานหลุดจากมาตรฐานงานหนังสือดีแม้แต่ชิ้นเดียว ทุกชิ้นผ่านการคิดและกลั่นกรองมาอย่างดีจนทุกคนแปลกใจ หลายครั้งที่ผู้ใหญ่อย่างพวกเราเผลอใช้สายตาแบบผู้ใหญ่มองงานของเขาด้วยความไม่เข้าใจและคิดไปว่างานนี้ ครูชีวัน ต้องหลุดแน่ๆ แต่เมื่อเด็กๆ ชี้ให้เห็นบอกให้รู้จึงได้แต่ร้อง “อ้อ” ไปตามๆกัน

น้องส้มโอกับที่หลอดไฟ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในกรณีนี้ ในฐานะผู้ใช้หนังสือต้องบอกว่า นอกจากจะไม่หลุดแล้วยังผ่านระบบการคิดมาหลายชั้นมาก ความที่บ้านเราไม่ค่อยคุ้นเคยกับหนังสือภาพสำหรับเด็กเล็กๆ จึงรู้สึกคล้ายๆ กับว่างานนี้ ครูชีวัน ตีหัวเข้าบ้านแน่เพราะการออกแบบภาพเหมือนให้เสร็จๆไป ใช้แต่เส้นดินสอ ไม่สวยสดอลังการเหมือนงานชิ้นอื่นๆก่อนหน้านี้ หากสิ่งที่ได้มาคือความรู้สึกง่ายเป็นกันเองกับเด็กๆ เพราะเด็กๆก็ใช้ดินสออย่างนี้เหมือนกัน ในทางตรงกันข้ามถ้าใช้สีซับซ้อนหรูหราเหมือนงานอื่นๆ ของเขา หนังสือเล่มนี้คงไม่น่าสนใจเท่าที่เป็นอยู่ (แต่พ่อแม่อาจจะยอมจ่ายมากขึ้น และหากมองมุมนี้ด้วยก็นับว่า ครูชีวัน กล้าหาญเป็นสองเท่าเลยทีเดียว)

การใช้มิติสัมพันธ์เข้ามาเล่นกับเด็กอย่างเป็นการเป็นงานสนุกสนาน บอกถึงความเป็นครูอนุบาลที่ชาญฉลาดและให้ความรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวได้ยอดเยี่ยมโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย ภาษาของ ครูชีวัน นั้นอบอุ่นอ่อนโยนเสมอต้นเสมอปลายในหนังสือทุกเล่มจนเราสัมผัสถึงบุคลิกเฉพาะตัวของเขาได้ และเด็กๆก็สัมผัสได้ ประโยคที่พี่หลอดไฟพูดว่า “โอ๋…โอ๋…อย่าร้องไห้นะ พี่หลอดไฟไปซื้อไอติมมาให้น้องส้มโอ” นั้น รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของพี่ น้อง และยังไม่เคยเห็นหนังสือเล่มไหนทำได้ดีเท่า ไม่ว่าผู้เขียนจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม(คิดว่าตั้งใจ)

เมื่อมาดูตอนไคลแม็กซ์ของเรื่อง บางคนอาจจะคิดไปไกลว่าจะทำให้เด็กๆกลัวผี(อันนี้เดาเอา) แต่ที่ห้องสมุดเด็กและครอบครัว ไม่ปรากฏอาการดังกล่าวเลย เด็กเล็กๆวัยควบครึ่งถึงสองขวบครึ่งชอบใจกับหนังสือเล่มนี้มาก พ่อแม่ได้ยินก็เบิกบานใจกันถ้วนหน้า งานชิ้นนี้จึงถือเป็นหนึ่งในหนังสือสำหรับเด็กเล็ก ๆที่น่าศึกษา เป็นงานที่สร้างขึ้นอย่างคิดแล้วคิดอีก คิดแบบครูอย่างแยบยลให้เด็กซึมซับเรียนรู้โดยไม่ต้องสอน นอกจากนั้น ครูชีวัน ยังได้แอบใส่ความเป็นพ่อลงไปในงานของตนเองด้วยการให้คุณวาดดาว วิสาสะ ลูกสาววัย 5 ขวบ (ขณะนั้น) ร่วมสนทนากับผู้อ่านผ่านภาพประกอบในตอนต้นและท้าย อันนี้ไม่แน่ใจว่าคุณพ่อคุณแม่จะคิดเหมือนผู้เขียนหรือไม่ว่า การให้ลูกได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางการงานของพ่อแม่บ้าง นับเป็นส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจชีวิต เข้าใจความเป็นจริงต่างๆของชีวิต (ประสบการณ์ตรงที่จะอยู่กับพวกเขาตลอดไป) ผ่านการได้รู้จักเพื่อนร่วมงานของพ่อแม่ เห็นบรรยากาศการทำงานของผู้ใหญ่สัมผัสรู้สึกถึงความยากง่ายและปัญหาบางประการในชีวิตการงานของเรา ช่วยให้พวกเขารู้สึกได้ถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพ่อแม่โดยไม่ต้องอธิบายและหลังจากนั้นเราคงมีความเข้าใจกันมากขึ้นยามที่พวกเขาเริ่มโตเป็นวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ในวันเวลาข้างหน้า…

Posted in นิยาย

ข้าวเขียวผู้เสียสละ

ข้าวเขียวผู้เสียสละ
ผู้แต่ง : วิริยะ สิริสิงห์ ภาพประกอบ : จุง ตริ๋น สำนักพิมพ์ : ชมรมเด็ก จำนวน : ๒๔ หน้า

ข้าวเขียวผู้เสียสละ เป็นหนังสือที่เกิดจากโครงการ Mobile Teams of Expert on Children’s Book to Vietnam เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔

เรื่องราวของข้าวเขียวเมล็ดเล็กๆที่ถูกเหยียดหยาม ว่า อ่อนด้อยไม่มีเติบใหญ่เป็นข้าวที่เหลืองอร่ามได้ บัดนั้นเองที่เทพเจ้าแห่งความดี ทรงตามหาผู้เสียสละนำน้ำเต้าอันศักดิ์สิทธิ์ไปสู่ดินแดนแห้งแล้ว ข้าวเขียวขันอาสาเป็นผู้นำน้ำเต้าไปทันที และด้วยความกล้าหาญ และเสียสละ ทำให้ข้าวเขียวสามารถรอดพ้นจากอุปสรรค และอันตรายทั้งปวงได้

ข้าวเขียวเมล็ดเล็กจิ๋ว ได้พิสูจน์แล้วว่า แม้ตัวจะเล็ก บาคาร่า แต่หากกล้าหาญ จะสามารถนำพาความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์มาสู่ดินแดนแห้งแล้งได้ในที่สุด นับแต่นั้นมาก็ไม่ได้ใครเยาะเย้ ถากถางข้าวเขียวอีกเลย ตรงกันข้ามที่ข้าวเขียวกลับได้รับการยกย่องและยอมรับเป็นอย่างดี…

รักนี้อย่างที่ฝัน 
Posted in นิยายรักโรเมนติค

รักนี้อย่างที่ฝัน นิยายเรื่องใหม่

รักนี้อย่างที่ฝัน นิยายเรื่องใหม่

รักนี้อย่างที่ฝัน  เป็นการเล่าเรื่องราวของเด็กสาวที่มีจิตใจดีคนนึง ที่มโนเพ้อฝันเก่งมาก แล้ววันนึงสิ่งที่เธอมโนก็เริ่มจะเป็นจริงขึ้นมาซะงั้น

โดยตัวละครนางเอกชื่อ ‘ปอย’ ได้แอบชอบรุ่นพี่ที่แสนจะเพอเฟ็คชื่อ  บาคาร่า โน่ แต่ก็มีตัวละครที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นพระเอกเหมือนกันชื่อ  ซี เอาตรงๆ เราเชียร์ซี

ตอนนี้นิยายเรื่องนี้มีทั้งหมด 5 ตอน และจะมีการอัปเดตต่อมาเรื่อยๆ

เรื่องนี้แต่งโดย : คุณหมีสีน้ำผึ้ง

นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกของคุณหมีสีน้ำผึ้ง ซึ่งอาจจะมีข้อผิดพลาดต่างๆบ้าง ก็ช่วยไปคอมเม้นชี้แนะในฐานะรุ่นพี่ที่แต่งนิยายมานานกว่าหรือในมุมมองคนอ่าน และคอมเม้นให้กำลังใจกับคนแต่งด้วยนะคะ

ถึงจะเป็นนิยายใหม่ แต่ก็แต่งได้น่าติดตามมากจนต้องหยิบเอามาแนะนำ กันแบบนี้แล้ว
อย่างไงก็อย่าลืมลองไปอ่านและให้กำลังใจกับนิยายเรื่อง…

หัวใจลูกผู้ชาย
Posted in นิยาย

หัวใจลูกผู้ชาย

หัวใจลูกผู้ชาย


หัวใจลูกผู้ชาย
หัวใจลูกผู้ชาย ปิ่นปักอยากทำบุญจึงชวนเมย์เพื่อนรักเพื่อนซี้มาช่วยแม่ชีที่วัดพับกลีบดอกบัวไว้สำหรับให้คนเอาไปไหว้พระ แทนที่เมย์จะช่วยพับกลีบดอกบัวกลับหยิบกล้องวิดีโอมเมย์อยากรู้ว่าที่เพื่อนหลับตาอธิษฐานขออะไร ปิ่นปักขอให้ได้แฟนสักคน แล้วหันมองดอกบัวที่อยู่ในถาด บาคาร่า  ใครเอาบัวดอกสุดท้ายที่เธอพับไปไหว้พระ คนนั้นคือเนื้อคู
เมย์อยากรู้ว่าที่เพื่อนหลับตาอธิษฐานขออะไร ปิ่นปักขอให้ได้แฟนสักคน แล้วหันมองดอกบัวที่อยู่ในถาด ใครเอาบัวดอกสุดท้ายที่เธอพับไปไหว้พระ คนนั้นคือเนื้อคู
นพอุตส่าห์ตั้งใจจะมาไหว้พระให้จิตใจสงบ แต่กลับมีมารมาผจญ เมื่อนิคกี้กับกิ๊บวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกว่าแดนน้องชายของเขากำลังจะถูกเม้งกับพวกรุมยำ นพทิ้งดอก…

การเขียนนิยาย
Posted in นิยายทั่วไป

การเขียนนิยาย

การเขียนนิยาย

การเขียนนิยาย  อันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องวางพลอตเรื่องจนเป็นระบบระเบียบนะคะ มันจะเป็นการตีกรอบความคิดและจินตนาการของตัวเองมากเกินไป เพราะการเขียนนิยายต้องพยายามเปิดความคิดให้กว้างเอาไว้ค่ะ วางพลอตเรื่องหลักๆเอาไว้ก็พอ เช่น เปิดเรื่องมาจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นระหว่างพระเอก นางเอกของเรา บาคาร่า หลังจากเหตุการณ์นั้นได้ผ่านไปแล้ว ผลที่ออกมาจะเป็นยังไง จะเดินเรื่องต่อแบบเรียบๆโดยใช้เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของตัวละครมาสร้างอรรถรสให้ผู้อ่านหรือจะสร้างปมให้เหตุการณืนั้นต่อไป อันนี้ให้เก็บไปลองประยุกต์ใช้กันต่อไปนะคะ

รายละเอียดปลีกย่อยของเรื่อง หากเราวางพลอตเรื่องแล้วรู้สึกว่าคนอ่านภูกตรึงเอาไว้ที่พระเอกนางเอกมากจนเกินไปเราสามารถใส่ตัวละครย่อยๆลงไปเพิ่มเติมได้ เช่น เพื่อนพระเอก พ่อแม่นางเอก หรือคนข้างๆบ้าน ซึ่งเราสามารถเสริมเข้าไปได้ระหว่างการดำเนินเรื่องหรือจะใส่เอาไว้ในพลอตเรื่องหลักก็ได้ค่ะ แต่อย่าลืมว่าถ้าเราวางตัวละครรองให้อยู่ในพลอตเรื่องหลักแล้วตัวละครนั้นต้องมีความสำคัญมากพอสมควรไม่ใช่ว่าเขียนโน้มน้าวให้คนอ่านรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินเรื่องแล้วจู่ๆก็หายตัวไป มันจะทำให้นิยายของเราอ่านแล้วด้วนๆไปนะคะ

อย่างไรก็ตาม ตัวละครรองที่จะเสริมเข้าไปนั้นต้องดูความสมเหตุสมผลด้วย ไม่ใช่อยู่ๆก็ปล่อยตัวละครเพิ่มเข้ามาในเรื่องโดยไม่มีสาเหตุ เพราะคนอ่านจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับตัวละครที่ผู้เขียนเพิ่มเข้ามาอย่างไม่มีเหตุผล นอกจากนี้เหตุการณ์ในนิยายที่เป็นเรื่องราวของการดำเนินชีวิตประจำวันเช่น ทานข้าว อาบน้ำ ไปทำงาน ฯลฯ อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะคะ เพราะเรื่องราวในส่วนนี้จะช่วยสร้างสีสันให้กับนิยายของเราให้สมจริงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกรณีของนิยายซึ้งๆเนื้อหาส่วนนี้จะทำให้นิยายของเราดูซอฟท์ลง ไม่หนักหรือตึงเครียดจนเกินไปเวลาอ่าน

บทสนทนา สำคัญมากนะคะ บางครั้งพลอตเรื่องของเราอาจไม่ได้แปลกใหม่เท่าไหร่นัก ยกตัวอย่างช่น ถ้าเป็นประเภทรักหวานแหวว ก็คงหนีไม่พ้นพระเอกแอบหลงรักนางเอกแล้วสุดท้ายก็รักกัน หรือไม่ ก็พระเอกนางเอกไม่ชอบขี้หน้ากันในตอนแรกและสุดท้ายก็มารักกัน พลอตเรื่องหลักๆของนิยายรักหวานแหววส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบนี้ คุณเห็นด้วยกับผู้เขียนมั้ยล่ะคะ บางคนอาจมองว่ามันไร้สาระหรือเป็นพลอตเรื่องที่ดูแล้วซ้ำซากจำเจจนดูว่าเป็นพลอตเรื่องโหลๆ อย่าคิดแบบนั้นเด็ดขาดค่ะ!!!!

งานเขียนทุกชิ้น นิยายทุกเรื่องมีคุณค่าในตัวมันเสมอถ้าคุณใส่ใจลงไปในงานเขียนด้วย ฉะนั้นบทสนทนาจะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดความคิดของผู้เขียนได้เป็นอย่างดีค่ะ ว่าต้องการสื่อให้คนอ่านจินตนาการถึงลักษณะและอารมณ์ของตัวละคร แบบไหนอย่างไร ต้องการให้คนอ่านมองตัวละครเป็นคนแบบไหน โรแมนติก เย็นชา หรือ เก็บกด บทสนทนาสามารถถ่ายทอดนิสัยและอารมณ์ของตัวละครสู่ผู้อ่านโดยที่คุณไม่จำเป็นต้องบรรยาออกเป็นรูปธรรมเลยหละค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น ตัวละครของเรามักจะพูดน้อยหรือไม่ก็พูดเสียงห้วนๆกับนางเอกทุกครั้งที่คุยกัน ผู้อ่านก็สามารถเข้าใจได้ค่ะ ว่าพระเอกเ)นคนเย็นชา ไม่จำเป็นต้องบอกตรงๆในบทบรรยาย ซึ่งจะทำให้เรื่องของเราซึมลึกเข้าถึงอารมณ์ของผู้อ่านมากกว่าการเขียนบรรยาออกไปตรงๆว่าเขาเป็นคนเย็นชา

** ถ้าบทสนทนาเจ๋ง ภาษาพูดที่จะใช้ในการวื่ออารมณ์เยี่ยมรับรองว่าถึงพลอตเรื่องของคุณจะแสนธรรมดาเพียงใดคนอ่านก็ติดงอมแงมอยู่ดีค่ะ

ภาษาและความถูกต้อง อันนี้มีประสบการณ์ตรงมาเองเลยค่ะ ตอนแรกใช้คำว่า ชั้น แทน ฉัน พอเขียนไปนานๆรู้สึกว่า เอ๊ะ นี่มันนิยายหรือการ์ตูนมันดูไม่ค่อยเป็นสากลเท่าไหร่ เหมือนนิยายไม่ได้มาตรฐานอะไรประมาณนั้น ซึ่งเหตุผลที่ตอนแรกใช้คำว่าชั้น เพราะเรามองว่าการออกเสียงในชีวิตประจำวันเราจะไม่พูดว่าฉัน แต่จะพูดว่าชั้น จริงมั้ยคะ ซึ่งในความเป็นจริงเป็นจริงแล้ว คนอ่านามารถรู้ได้เองค่ะว่าควรอ่านออกเสียงแทนตัวละครยังไง ไม่ต้องคิดแทนคนอ่านนะคะว่าเขาจะอ่าน คำว่าฉัน เป็น ฉัน (งงมั้ยคะเนี่ย) เพราะฉะนั้นเขียนให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทยดีกว่านะคะ เพื่อธำรงความเป็นไทยเอาไว้ยังไงล่ะคะ อิอิ

คราวนี้ลองมาดูปัญหาจุกจิกที่เกิดขึ้นในการเขียนนิยายดีกว่าค่ะ
– ไม่เก่งเรื่องบรรยาย ใช้ภาษาไม่ถูก อย่างที่บอกเอาไว้ข้างต้นแหละค่ะ เราไม่ได้เรียนอักษรก็สามารถเขียนได้ เพราะเรื่องของการใช้ภาษาการงานนิยายไม่จำเป็นต้องมีหลักการเหมือนอย่างการแต่งบทประพันธ์หรือกลอน นะคะ นิยายเป็นการถ่ายทอดจินตนาการและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรานี่แหละค่ะ ใช้ภาษาที่เป็นของตัวเองจะดีที่สุด จากนั้นก็ค่อยๆ ศึกษางานเขียนของนักเขียนมืออาชีพดูว่าเขาใช้ภาษยังไงกัน แล้วนำมาปรับใช้กับงานเขียนของเรา

แบบนี้จะทำให้งานเขียนของเราไม่สุญเสียความเป็นตัวของตัวเองค่ะ อย่างตอนที่เราเริ่มเขียนใหม่ก็เพราะเกิดจากชอบอ่านนิยายแปลพวกซีรีย์เกาหลี พออ่านจบก็ปิ๊งไอเดียอยากเขียนกับเขาบ้าง ก็แต่งๆแก้ๆอยู่นานเหมือนกันค่ะกว่าจะได้ออกมาหนึ่งเรื่อง เหนื่อยพอตัวเลยทีเดียว

– เขียนไปถึงกลางเรื่องแล้วตัน แนะนำว่าอย่าดันทุรังแต่งต่อไปค่ะ ให้กลับมาตั้งหลัก ตั้งหลักและตั้งสติดูดีๆ ดูว่าที่เราแป้กคิดเรื่องต่อไปออกเพราะอะไร เครียดหรือกังวลเกี่ยวกับอะไรรึเปล่า ถ้ามีปัญหาอะไรจัดการให้เสร็จสิ้นเสียก่อนค่ะแล้วค่อยมาเขียนต่อ เพราะคุณจะไม่ได้สามารถเขียนออกมาได้ดีเลยถ้าสมองยังว้าวุ่นอยู่แบบนั้น อย่างเราตอนใกล้จะสอบนี่แต่งไม่ออกเลยค่ะ

หรืออาจจะเกิดจากการที่เราเริ่มหมดมุกเขียนแล้วเริ่มวนไปวนมา ให้ลองกลับไปมองพลอตเรื่องหลักอีก ครั้งค่ะ ว่ายังเหลือปมอะไรให้คลี่คล่ายอีกหรือเปล่า ถ้าลองดูแล้วพบว่าปมของเรื่องได้ถูกคลี่คลายไป แล้วแสดงว่าคุณไม่รู้ตัวแล้วล่ะค่ะว่าเรื่องของคุณได้จบลงไปแล้ว สิ่งที่สามารถกอบกู้สถานการณ์เอาไว้ก็ คือ ผูกปมเรื่องเพิ่มค่ะ แล้วค่อยๆคลี่ปมอีกครั้งจากนั้นก็ค่อยๆจบเรื่องลงอย่างสวยงาม

– ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองกำหนดขึ้นมามากพอแล้วรึยัง เช่น บอกว่าคนนี้คือเพื่อนสนิทของพระเอก แต่ไหงอ่านไปอ่านมาอีตาคนนี้กลับกลายไปเป็นตัวร้ายที่คอยจ้องจะขัดขวางพระเอก แบบนี้ไม่เรียกว่าเพื่อนสนิทแล้วค่ะ เพราะเขาได้กลายเป็นตัวร้ายในสายตาของคนอ่านไปแล้ว หรือบอกว่าตัวละครสองตัวนี้เป็นเพื่อนที่รักกันมากแต่บทสนทนาระหว่างคนทั้งสองกลับมีน้อยมาก อันนี้ไม่ใช่เพื่อนรักกันแล้วค่ะนอกจากคุณจะสื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าทั้งสองไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากแค่มองตาก็รู้ใจกันแล้ว อันนี้ก็ถือว่าดูคลาสสิกไปอีกแบบค่ะ

– แต่งแล้วไม่มีคนอ่าน เรื่องนี้ดูจะสำคัญมากๆสำหรับนักเขียนในอินเตอร์เนตเลยหละค่ะ เราจะฝ่าฟันวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความอึดเท่านั้นค่ะ อย่าท้อ อย่าหมดแรงเสียก่อน อย่างเราตอนแรกๆมีคนอ่านเดือนละไม่กี่สิบคนแต่อาศัยลูกอึดค่ะ อัพมะนไปเรื่อยๆแต่งเพิ่มไปเรื่อย เอาว้าเรื่องของเราสนุกซะอย่าง ต้องมั่นใจค่ะ และในที่สุดเรื่องก็ติดชาร์ตอย่างน่าภาคภูมิใจ เรื่องแปะอันนี้ก็แล้วแต่คนจะพิจารณาเอาไปใช้นะคะ แต่สำหรับเราแล้วเราไม่แนะนำวิธีนี้ค่ะ เพราะเราเคยแปะในตอนแรกๆและพบว่ามันไม่เวิร์กเท่าที่ควรค่ะเพราะบางครั้งการแปะเรื่องจะทำให้คนอ่านมองว่า เอ๊ะ เรื่องนี้ดีจริงรึเปล่าเนี่ย ถ้าดีจริงทำไมต้องเอามาแปะด้วยล่ะ อันนี้ก็นานจิตตังนะตะ เก็บไปคิดกันก็แล้วกันนะ…

ขุนช้าง ขุนแผน
Posted in นิยาย

นิยายเรื่องขุนช้าง ขุนแผน

ขุนช้าง ขุนแผน

ขุนช้าง ขุนแผนเป็นวรรณกรรมอมตะไทยมาช้านาน ตามประวัติกล่าวว่านักขับเสภาครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้แต่ง ( เสภาคือหนังสือกลอนโบราณ ที่นำเอานิทานมาแต่งเป็นกลอนสำหรับขับลำนำ ) แต่เหลือมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์บางตอน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงโปรดให้เหล่ากวีในพระราชสำนักแต่งขึ้นใหม่ รวมทั้งพระองค์ท่านเองทรงพระราชนิพนธ์ บาคาร่า  ตอน พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม ตอน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง และตอน เข้าห้องแก้วกิริยาและพาวันทองหนี” รัชกาลที่ 3

กัณฑ์เทศน์ นางพิมเลื่อมใสมากจนเปลื้องผ้าสไบบูชากัณฑ์เทศ์ ขุนช้างเห็นเช่นนั้นก็เปลื้องผ้าห่มของตนวางเคียงกับผ้าสไบของนางพิม อธิฐานขอให้ได้นางเป็นภรรยา ทำให้นางพิมโกรธ ต่อมาเณรพลายแก้วก็สึกแล้วให้นางทองประศรีมาสู่ขอนางพิมและแต่งงานกัน

เมือง พอกลับมาถึงบ้านก็เป็นไข้ป่าตาย เมื่อพลายแก้วอายุได้ ๑๕ ปี ก็บวชเณรเรียนวิชาอยู่ที่วัดส้มใหญ่ แล้วย้ายไปเรียนต่อที่วัดป่าเลไลยก์ ต่อมาที่วัดป่าเลไลยก์จัดให้มีเทศน์มหาชาติ เณรพลายแก้วเทศน์กัณฑ์มัทรี ซึ่งนางพิมพิลาไลยเป็นเจ้าของ

มากสั่งให้ประหารชีวิตขุนไกรเสีย นางทองประศรีรู้ข่าวรีบพาพลายแก้วหนีไปอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี
ทางเมืองสุพรรณบุรี มีพวกโจรจันศรขึ้นปล้นบ้านของขุนศรีวิชัยและฆ่าขุนศรีวิชัยตาย ส่วนพันศรโยธาเดินทางไปค้าขายต่าง…