นิยายสื่อรักกามเทพ

 นิยายสื่อรักกามเทพ

 

นิยายสื่รักกามเทพ คุณเชื่อในรักแท้ หรือพรหมลิขิตหรือเปล่า คู่แท้ที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้หญิงกับผู้ชาย ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคู่รักกัน แต่มันเป็นอะไรก็ได้ สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็นและคนที่ไม่เคยคิดทำร้ายคุณ อาจจะเป็นใครก็ได้ที่อยู่รอบข้างคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว

นันทวัตร มองไปรอบกายที่มีแต่ความยุ่งเหยิง เขาเป็นคนที่ไม่เคยเชื่อในคำว่ารัก ความรักคืออะไร เขาไม่เห็นจะเคยรู้จัก เขาเติบโตมาในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ เงินทอง เกียรติ แต่เขาก็ไม่เคยได้รู้สึกถึงสัมผัสของคำว่ารักตั้งแต่เกิดจนโต ครอบครัวเขาขึ้นชื่อได้เลยถึงคำว่ารวย ภาพภายนอกอาจจะเป็นครอบครัวตัวอย่างที่ดูดี และเพียบพร้อมแต่ใครจะไปรู้เมื่อมองเขาไปข้างใน ในความเพียบพร้อมนั้นจะมีหัวใจดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่งที่แตกสลายอยู่ในนั้น

นันทวัตรเดินผ่านความยุ่งเหยิงรอบกายไปอย่างไม่ใส่ใจ ชายหนุ่มมองไปที่มารดากับบิดาของเขาที่กำลังเตรียมตัวออกไปงานในตอนกลางคืนโดยที่ไม่มีใครจะสนใจเขา ไม่สนใจว่าลูกชายเพียงคนเดียวกำลังจะเดินผ่านไป แม้ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ความรักไม่เคยเกิดขึ้นกับเขาเลย

นันทวัตรถูกสอนให้รู้จักแต่ความเพียบพร้อม เหมาะสม เงิน และอำนาจ โดยคนที่เขาเรียกว่าพ่อโดยที่เขาก็ไม่เคยเข้าใจว่าคำ ที่เขาเรียก พ่อ มันต่างจากคำเรียกอื่นอย่างไร นันทวัตรเดินเข้าไปในห้องหนังสือ ซึ่งมีโต๊ะไม้ตัวใหญ่กับร่างของชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ ชายชรามีผมสีขาวราวเส้นไหม มีเค้าหน้าหน้าตาไม่ต่างจากชายหนุ่มมากนัก

“คุณปู่เรียกผมมามีอะไรครับ” นันทวัตรถูกคุณปู่ ประมุขตัวจริงของบ้านเรียกกลับมาจากการที่ออกไปทำงานอยู่ต่างประเทศหลังเรียนจบปริญญาเอก ได้ไม่นาน เขาเรียนจบขณะที่อายุยังน้อย เขาไม่เคยกลับมาบ้านเลยตั้งแต่ไป และเมื่อเรียนจบก็ไปทำงานที่นั่นเป็นระยะเวลาเกือบสิบปี แต่มีคนคนเดียวที่ยังติดต่อสอบถามความเป็นอยู่ของเขาเสมอ ก็คือบุคคลตรงหน้าเขา นันทวัตรจึงทั้งเกรงใจและเคารพ ชายชราตรงหน้าอยู่ไม่น้อย

“ฉันอยากให้แกกลับมาทำงานที่บริษัท มันคงจะไม่มากไปใช่ไหม”ชายชราตรงหน้าพูดขึ้น เขามองดูหลานชายเพียงคนเดียวของเขาด้วยความคิดถึงระยะเวลาหลายปีที่ไม่ได้เจอกับหลายชายของเขาได้เติบโตขึ้นมากจากเด็กหนุ่มตัวเล็ก นันทวัตรเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มสง่างามสมความภาคภูมิใจของเขา เขารู้สึกผิดตลอดมาที่บังคับให้ลูกชายคนเดียวของเขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาคิดว่าเพียบพร้อมและเหมาะสม โดยที่เขาลืมคิดไปว่าการอยู่ด้วยกันโดยปราศจากความรักมันจะส่งผลอย่างไรต่อชีวิตของคนซึ่งในอนาคตจะเป็นทายาทอีกคนของเขา ชายชรามองภาพหลานชายที่เติบใหญ่มาโดยปราศจากความรักและเอาใจใส่ของพ่อและแม่ พ่อซึ่งไม่เคยได้ใกล้ชิดลูก แม่ซึ่งไม่เคยเลี้ยงดู พวกเขาทั้งสองเอาแต่คิดว่าความเพียบพร้อมและความสบายที่มีให้ก็เพียงพอแล้วสำหรับลูกของพวกเขา ชายชราได้แต่ถอนหายใจ กับความผิดพลาดของตัวเองที่ไม่เคยคิดหรือเข้าไปแก้ไขความเข้าใจนั้นของลูกชายและลูกสะใภ้ตราบจนวันนี้ ก็30 ปี

“ครับ”ชายหนุ่มตอบตกลงทันทีโดยไม่คิดสักถามอะไรทั้งสิ้น

“งั้นก็เริ่มงานพรุ่งนี้เลยแล้วกัน”ชายชราบอกออกไป

“ครับ”นันทวัตรเดินออกไปจากห้องหนังสือทันทีเมื่อพูดกับปู่ของเขาเสร็จแล้ว ชายหนุ่มเดินออกไปเรื่อยเปื่อย ภาพในอดีตต่าง ๆ ก็เริ่มทยอยออกมา ในความรู้สึกที่เลือนลาง

ความรู้สึกมันเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีตัวตน แต่ทำไมมันกลับส่งผลกระทบต่อคนทุกคนได้ มันทำให้เขารู้สึกเจ็บ จน กลายเป็นความเฉยชา หลาย ๆ คนที่รู้จักเขามักจะบอกว่าเขาเป็นคนไม่มีความรู้สึก เฉยชา และไร้อารมณ์ จนเขาก็เริ่มจะเชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน เขาคงเป็นคนที่ไม่มีความรู้สึกจริง ๆ

“แม่ครับ” เด็กน้อยวัย 9 ขวบ วิ่งมาหามารดาทันทีที่ได้ยินเสียงรถ “นันมีอะไรจะเล่าให้แม่ฟังเยอะแยะไปหมดเลย เรื่องที่โรงเรียน” เด็กน้อยกำลังวิ่งเข้าไปใกล้ถึงมารดาถ้าไม่ได้ยินเสียงตวาดไล่ของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าแม่ “ไป ๆ นันไม่ต้องมาเล่าเรื่องไร้สาระให้แม่ฟัง แม่ง่วงขอตัวก่อน ถ้ามีอะไรก็ไปเล่าให้พี่เลี้ยงแกฟังก็แล้วกัน”พูดเสร็จก็เดินฉับ ๆ ก้าวออกไป ปล่อยให้เด็กน้อยยืนน้ำตาคลออยู่ตรงหน้าเพียงลำพัง

นันทวัตรหันไปมองรูปพ่อของเขาที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนหิ้ง รูปถ่ายเดี่ยวตอนไปนิวยอร์ก ใช่ครอบครัวเขาแทบจะไม่เคยมีรูปถ่ายครบทั้งครอบครัวหรือแม้แต่จะไปเที่ยวก็ยิ่งไม่มีที่จะได้ไปด้วยกัน ชายหนุ่มยังจำได้วันที่เขาชวนพ่อไปเที่ยวสวนสนุก วันนั้นเป็นวันเกิดอายุ 12 ปีของเขา

“พ่อครับ วันนี้วันเกิดนัน พ่อพานันไปเที่ยวสวนสนุกได้ไหมครับ”เด็กชายวิ่งลงมาจากห้องนอนเพื่อมาชวนพ่อของเขา

“ไม่ได้หรอกนัน พ่อต้องไปทำงาน”คุณนาครมองหน้าบุตรชายแล้วถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

“แต่วันนี้เป็นวันหยุดนี่ครับ”เด็กชายประท้วงออกมาเมื่อเห็นพ่อถือถุงไม้กอล์ฟและแต่งตัวธรรมดา ไม่ได้ใส่สูท

“ก็นั่นแหละ ถ้านันอยากไปก็ให้น้าสมบูรณ์พาไปแล้วกัน”โยนเงินปึกหนั่งลงบนหน้าเด็กหนุ่มพร้อมกับเดินลงไป สตาร์ทรถออกจากบ้านเพื่อไปตีกอล์ฟเล่น

บ้าน เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าที่นี่คือบ้าน มีใครคนหนึ่งเคยบอกกับเขาไว้ว่าบ้านคือที่ ๆ ให้ความอบอุ่น บ้านคือที่ ที่เขามีทั้งความสุขและทุกข์ ที่ ที่มีคนรอเรากลับมา ชายหนุ่มยิ้มหยันกับความคิดนี้ บ้านก็เป็นแค่ที่สุขหัวนอนเท่านั้นสำหรับเขา เป็นที่ ๆ ไม่ให้และไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับเขา

นันทวัตรยืนมองรถสองคันที่เพิ่งแล่นออกไปด้วยความเฉยชา คำว่าครอบครัวมันคงจะห่างหายไปจากเขานานแล้ว จนเขาจำไม่ได้ว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นยังไง ความอบอุ่นและรอยยิ้มที่จริงใจ ความรู้สึกที่บอกกับทุกคนว่านี่คือครอบครัวของฉัน เหยียดยิ้มให้กับตัวเองเมื่อทั้งพ่อและแม่ที่รู้จัก ไม่เคยเปลี่ยนแปลง พวกท่านไม่เคยสนใจเขาแม้แต่เสี้ยววินาที

“คุณหนูจะนอนที่นี้รึเปล่าค่ะ”แม่นมเก่าแก่ที่เคยเลี้ยงเขาเดินเข้ามาถาม หน้าแปลกสำหรับคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดเลยกลับทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นได้มากกว่าคนที่สร่งเขาขึ้นมา

“ไม่หรอก ผมจะไปพักที่คอนโดของไอ้แว่น”ยิ้มน้อย ๆ ส่งให้แม่นมคนสนิทของคุณย่าที่เลี้ยงดูเขามา เดินเข้าไปโอบเอวสอบถามความเป็นอยู่ทั้งของแม่นมและย่าของเขา เมื่อถามสารทุกขืสุกดิบกันเรียบร้อยแล้ว นันทวัตรก็ต้องขอตัวกลับด้วยต้องไปงานหมั้นของอดีตเจ้าของคอนโดเก่า หนุ่มแว่นผู้สละโสดเป็นคนที่สามของกลุ่มเพื่อนฝูง กับผู้หญิงห้องข้าง ๆ

“โห สวยจัง”หญิงสาวตัวเล็กใส่เสื้อราตรีสีชมพูซึ่งเป็นเสื้อเข้าเซ็ตกับเพื่อนอีกสามคน

“อะไร”หญิงสาวตัวสูงข้าง ๆ ใสเสื้อแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นเสื้อที่ตัดเอาไว้ให้กับเพื่อนเจ้าสาวในงานนี้โดยเฉพาะหันไปถาม มองหาสิ่งที่ทำให้หญิงสาวตัวเล็กร้องออกมา

“นั่นไง”ชี้ไปที่ เซลามิครูปกามเทพน้อยถือคันศรวางอยู่บนกล่องดนตรี ที่ดูเหมือนจะมีอยู่ดาษดื่นทั่วไปในร้านกิ๊ฟชอฟ

“เดี๋ยวฉันมานะ”จบคำหญิงสาวร่างเล็กก็เดินเข้าไปทันทีที่ร้านเล็ก ๆ ในโรงแรมแห่งนี้ มันเมหทอนมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้เธอเดินเข้าหาเจ้าสิ่งนั้น ตุ๊กตาเซเรมิคที่อยู่บนกล่องเพลง โดยที่ไม่ต้องคิดหญิงสาวเรียกพนักงานใกล้ ๆ มาคิดเงินเพื่อซื้อเจ้าสิ่งนั้นทันที

“หนูอิน อินทรา”เสียงเพื่อนสาวตะโกนเรียกออกมาจากหน้าร้าน อารามรีบร้อนทำให้หนูอินหรืออินทราเดินชนเข้ากับกำแพงหนาเดินได้เข้าอย่างจัง เมื่อลุกขึ้นยืนได้ก็ก้มหน้าขอโทษขอโพยแล้วรีบร้อนเดินจากไปทันที

นันทวัตรมองตามร่างสาวตัวเล็กที่รีบร้อนเดินจนมาชนเขาด้วยความอ่อนใจ เด็กหนอเด็ก ปัดเสื้อสูทที่ยับจากการชนให้เรียบก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับสิ่งของเล็กบนทางเดิน ของในกล่องพลาสติก กามเทพแผลงศร

“อ้าว ไอ้นันมาด้วยเหรอว่ะ”

“อืม งานไอ้แว่นถึงอยู่ไกลแค่ไหนก็ต้องมา และต่อไปนี้แกไม่ต้องมาถามคำนี้กับข้าเลย เพราะข้ากลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว”

“จริงอ่ะ”ทำหน้าแปลกใจอย่างสมจริง “งานนี้ข้าก็มีคู่แข่งอ่ะดิ”

“คู่แข่งอะไร”ถามอย่างงง

“สาว ๆ”สัพยอกเพื่อนไปก่อนที่จะหลบมือที่กำลังจะมาหา แล้วพากันเดินเข้าไปในงาน

“อ้าวนัน ไอ้พงศ์”หนุ่มแว่นเจ้าของงานเดินเข้ามาหาเพื่อนซี้สองหนอที่เดินเคียงกันมา

“เป็นไงมาไงว่ะ ถึงได้เดินมาด้วยกัน ข้าล่ะคิดถึงแกจริง ๆ ว่ะนัน”พูดออกมาอย่างแช่มชื่นที่ได้เจอกับเพื่อนรักหลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน

“นี่ พร พรจ๊ะนี่นันทวัตรเพื่อนซี้ผมเอง ส่วนไอ้นี้พรก็คงจะเคยเจอกับมันบ่อยแล้ว คงไม่ต้องแนะนำ”

“อ้าว”เสียงร้องอุทรณ์มาจากคนที่ ใครใครก็รู้จักแล้ว หันไปมองเพื่อนเจ้าภาพงานสื่อสารด้วยสายตาอยากให้พาไปแนะนำ สาว ๆ ให้หน่อย แต่ต้องถูกขัด และ ขวาง จากทั้งคนที่มาด้วยกันและเจ้าของงาน

“เห็นสาวเป็นไม่ได้เลยนะเอ็ง ในสต็อกหมดแล้วหรือไงถึงมายุ่งกะเพื่อนคนอื่นเขา ข้าไม่ให้หรอกสาว ๆ แถวนี้เขาเกลียจสัตว์เลือดเย็น โดยเฉพาะจำพวกไม่มีเท้า ไปเอ็งไปนู่นเลย”ชี้ไปที่มุมสุดของห้องอาหาร คนที่ถูกบริภาษว่าเป็นสัตว์เลือดเย็นได้แต่งอนค้อน เดินเข้าไปในงาน บ่นงุบงิบอยู่คนเดียว นันทวัตรหัวเราะกับอาการเด็ก ๆ ของเพื่อนทั้งสอง ที่อายุก็เลยเลขสองมาแล้วด้วยความขัน ภัทรพงษ์ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำอางลูกชายรัฐมนตรีชื่อดัง ที่เกิดมาพร้อมกับความพะเน้าพะนอของแม่และพ่อปัจจุบันก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไรนัก สวนทางกับหนุ่มแว่น ที่ชื่อจริง ๆ ว่าอัครเดชคนขยันที่เริ่มจากบริษัทซอฟแวร์เล็กจนตอนนี้มีชื่อเสียงใหญ่โต และ กลายเป็นที่ถือได้ว่ารวยคนหนึ่งในขณะนี้

บรรยากาศในงานสมกับเป็นงานแต่งของนักธุรกิจไฮโซที่ทุกคนรู้จักกันมาก เนื่องด้วยมีคนมากมายหลากหลายในงานทั้งดังและไม่ดังเดินเพ่นพ่านไปมา เสียงเพลงรักที่คลออบอุ่นตลบไปทั่วงานช่วยสร้างบรรยากาศความรักหวานชื่นให้ได้ดี เค้กก้อนโตหลายชั้นก้อนหนึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าเยี่องกับเวทีรอเวลาบ่าวสาวมาตัด พร้อมกับพิธีกรหน้าคุ้น ๆ ที่เคยเห็นตามหน้าจอทีวีกำลังช่วยทำหน้าที่บอกถึงรายละเอียดก่อนงานจะเริ่มอย่างแท้จริง นันทวัตรเดินผละออกมาด้วยไม่ค่อยมีใครรู้จักขณะที่ภัทรพงศ์ถูกรุมล้อมด้วยสาว ๆ อย่างเต็มใจ

ชายหนุ่มมาหยุดยืนดูอยู่ในงานเป็นเวลานานก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับร่าง ๆ เล็ก ๆ ที่คุ้นตาที่ตอนนี้กำลังวิ่งวุ่นทำอะไรอยู่สักอย่าง ก่อนที่จะสะดุดล้มกลิ้งหมดสภาพ สวย ใบหน้าที่เคร่งขรึมเผยอยิ้มออกมาเล็กน้อย สาวเท้าจะเดินเข้าไปช่วยก็ถูกตัดหน้าด้วยผู้ชายที่เคยคุ้น ม.ร.ว.ธีรเดช วิทิรา

“อะไรว่ะ”เพื่อนตัวดีที่โผล่มาได้จังหวะหันไปมองดูภาพที่เพื่อนชายจ้องอยู่

“สน เหรอ ถ้าจะเด็กคุณชายนะ”ถึงแม้จะไม่สนิทด้วยเพื่อนร่วมรุ่นมีกันหลายคน แต่ชื่อและกิติศัพท์ความเก่งกาจของ คุณชาย ก็ระบือไปทั่วชั้น ถึงจะไม่อยากรู้จักแค่ไหนมันก็ต้องรู้จัก

“เปล่า”สะบัดหน้าหันออกไปจากภาพตรงหน้าโดยไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ไม่สามารถทนดูมันได้ทำให้ลืมคืนสิ่งที่อยู่ในมือให้กับเจ้าของที่แท้จริง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://my.dek-d.com/

 

 

 

 

 

 

 

 

Author: LilianHolloway

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *