การเขียนนิยาย

การเขียนนิยาย

การเขียนนิยาย

การเขียนนิยาย  อันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องวางพลอตเรื่องจนเป็นระบบระเบียบนะคะ มันจะเป็นการตีกรอบความคิดและจินตนาการของตัวเองมากเกินไป เพราะการเขียนนิยายต้องพยายามเปิดความคิดให้กว้างเอาไว้ค่ะ วางพลอตเรื่องหลักๆเอาไว้ก็พอ เช่น เปิดเรื่องมาจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นระหว่างพระเอก นางเอกของเรา บาคาร่า หลังจากเหตุการณ์นั้นได้ผ่านไปแล้ว ผลที่ออกมาจะเป็นยังไง จะเดินเรื่องต่อแบบเรียบๆโดยใช้เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของตัวละครมาสร้างอรรถรสให้ผู้อ่านหรือจะสร้างปมให้เหตุการณืนั้นต่อไป อันนี้ให้เก็บไปลองประยุกต์ใช้กันต่อไปนะคะ

รายละเอียดปลีกย่อยของเรื่อง หากเราวางพลอตเรื่องแล้วรู้สึกว่าคนอ่านภูกตรึงเอาไว้ที่พระเอกนางเอกมากจนเกินไปเราสามารถใส่ตัวละครย่อยๆลงไปเพิ่มเติมได้ เช่น เพื่อนพระเอก พ่อแม่นางเอก หรือคนข้างๆบ้าน ซึ่งเราสามารถเสริมเข้าไปได้ระหว่างการดำเนินเรื่องหรือจะใส่เอาไว้ในพลอตเรื่องหลักก็ได้ค่ะ แต่อย่าลืมว่าถ้าเราวางตัวละครรองให้อยู่ในพลอตเรื่องหลักแล้วตัวละครนั้นต้องมีความสำคัญมากพอสมควรไม่ใช่ว่าเขียนโน้มน้าวให้คนอ่านรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินเรื่องแล้วจู่ๆก็หายตัวไป มันจะทำให้นิยายของเราอ่านแล้วด้วนๆไปนะคะ

อย่างไรก็ตาม ตัวละครรองที่จะเสริมเข้าไปนั้นต้องดูความสมเหตุสมผลด้วย ไม่ใช่อยู่ๆก็ปล่อยตัวละครเพิ่มเข้ามาในเรื่องโดยไม่มีสาเหตุ เพราะคนอ่านจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับตัวละครที่ผู้เขียนเพิ่มเข้ามาอย่างไม่มีเหตุผล นอกจากนี้เหตุการณ์ในนิยายที่เป็นเรื่องราวของการดำเนินชีวิตประจำวันเช่น ทานข้าว อาบน้ำ ไปทำงาน ฯลฯ อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะคะ เพราะเรื่องราวในส่วนนี้จะช่วยสร้างสีสันให้กับนิยายของเราให้สมจริงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกรณีของนิยายซึ้งๆเนื้อหาส่วนนี้จะทำให้นิยายของเราดูซอฟท์ลง ไม่หนักหรือตึงเครียดจนเกินไปเวลาอ่าน

บทสนทนา สำคัญมากนะคะ บางครั้งพลอตเรื่องของเราอาจไม่ได้แปลกใหม่เท่าไหร่นัก ยกตัวอย่างช่น ถ้าเป็นประเภทรักหวานแหวว ก็คงหนีไม่พ้นพระเอกแอบหลงรักนางเอกแล้วสุดท้ายก็รักกัน หรือไม่ ก็พระเอกนางเอกไม่ชอบขี้หน้ากันในตอนแรกและสุดท้ายก็มารักกัน พลอตเรื่องหลักๆของนิยายรักหวานแหววส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบนี้ คุณเห็นด้วยกับผู้เขียนมั้ยล่ะคะ บางคนอาจมองว่ามันไร้สาระหรือเป็นพลอตเรื่องที่ดูแล้วซ้ำซากจำเจจนดูว่าเป็นพลอตเรื่องโหลๆ อย่าคิดแบบนั้นเด็ดขาดค่ะ!!!!

งานเขียนทุกชิ้น นิยายทุกเรื่องมีคุณค่าในตัวมันเสมอถ้าคุณใส่ใจลงไปในงานเขียนด้วย ฉะนั้นบทสนทนาจะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดความคิดของผู้เขียนได้เป็นอย่างดีค่ะ ว่าต้องการสื่อให้คนอ่านจินตนาการถึงลักษณะและอารมณ์ของตัวละคร แบบไหนอย่างไร ต้องการให้คนอ่านมองตัวละครเป็นคนแบบไหน โรแมนติก เย็นชา หรือ เก็บกด บทสนทนาสามารถถ่ายทอดนิสัยและอารมณ์ของตัวละครสู่ผู้อ่านโดยที่คุณไม่จำเป็นต้องบรรยาออกเป็นรูปธรรมเลยหละค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น ตัวละครของเรามักจะพูดน้อยหรือไม่ก็พูดเสียงห้วนๆกับนางเอกทุกครั้งที่คุยกัน ผู้อ่านก็สามารถเข้าใจได้ค่ะ ว่าพระเอกเ)นคนเย็นชา ไม่จำเป็นต้องบอกตรงๆในบทบรรยาย ซึ่งจะทำให้เรื่องของเราซึมลึกเข้าถึงอารมณ์ของผู้อ่านมากกว่าการเขียนบรรยาออกไปตรงๆว่าเขาเป็นคนเย็นชา

** ถ้าบทสนทนาเจ๋ง ภาษาพูดที่จะใช้ในการวื่ออารมณ์เยี่ยมรับรองว่าถึงพลอตเรื่องของคุณจะแสนธรรมดาเพียงใดคนอ่านก็ติดงอมแงมอยู่ดีค่ะ

ภาษาและความถูกต้อง อันนี้มีประสบการณ์ตรงมาเองเลยค่ะ ตอนแรกใช้คำว่า ชั้น แทน ฉัน พอเขียนไปนานๆรู้สึกว่า เอ๊ะ นี่มันนิยายหรือการ์ตูนมันดูไม่ค่อยเป็นสากลเท่าไหร่ เหมือนนิยายไม่ได้มาตรฐานอะไรประมาณนั้น ซึ่งเหตุผลที่ตอนแรกใช้คำว่าชั้น เพราะเรามองว่าการออกเสียงในชีวิตประจำวันเราจะไม่พูดว่าฉัน แต่จะพูดว่าชั้น จริงมั้ยคะ ซึ่งในความเป็นจริงเป็นจริงแล้ว คนอ่านามารถรู้ได้เองค่ะว่าควรอ่านออกเสียงแทนตัวละครยังไง ไม่ต้องคิดแทนคนอ่านนะคะว่าเขาจะอ่าน คำว่าฉัน เป็น ฉัน (งงมั้ยคะเนี่ย) เพราะฉะนั้นเขียนให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทยดีกว่านะคะ เพื่อธำรงความเป็นไทยเอาไว้ยังไงล่ะคะ อิอิ

คราวนี้ลองมาดูปัญหาจุกจิกที่เกิดขึ้นในการเขียนนิยายดีกว่าค่ะ
– ไม่เก่งเรื่องบรรยาย ใช้ภาษาไม่ถูก อย่างที่บอกเอาไว้ข้างต้นแหละค่ะ เราไม่ได้เรียนอักษรก็สามารถเขียนได้ เพราะเรื่องของการใช้ภาษาการงานนิยายไม่จำเป็นต้องมีหลักการเหมือนอย่างการแต่งบทประพันธ์หรือกลอน นะคะ นิยายเป็นการถ่ายทอดจินตนาการและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรานี่แหละค่ะ ใช้ภาษาที่เป็นของตัวเองจะดีที่สุด จากนั้นก็ค่อยๆ ศึกษางานเขียนของนักเขียนมืออาชีพดูว่าเขาใช้ภาษยังไงกัน แล้วนำมาปรับใช้กับงานเขียนของเรา

แบบนี้จะทำให้งานเขียนของเราไม่สุญเสียความเป็นตัวของตัวเองค่ะ อย่างตอนที่เราเริ่มเขียนใหม่ก็เพราะเกิดจากชอบอ่านนิยายแปลพวกซีรีย์เกาหลี พออ่านจบก็ปิ๊งไอเดียอยากเขียนกับเขาบ้าง ก็แต่งๆแก้ๆอยู่นานเหมือนกันค่ะกว่าจะได้ออกมาหนึ่งเรื่อง เหนื่อยพอตัวเลยทีเดียว

– เขียนไปถึงกลางเรื่องแล้วตัน แนะนำว่าอย่าดันทุรังแต่งต่อไปค่ะ ให้กลับมาตั้งหลัก ตั้งหลักและตั้งสติดูดีๆ ดูว่าที่เราแป้กคิดเรื่องต่อไปออกเพราะอะไร เครียดหรือกังวลเกี่ยวกับอะไรรึเปล่า ถ้ามีปัญหาอะไรจัดการให้เสร็จสิ้นเสียก่อนค่ะแล้วค่อยมาเขียนต่อ เพราะคุณจะไม่ได้สามารถเขียนออกมาได้ดีเลยถ้าสมองยังว้าวุ่นอยู่แบบนั้น อย่างเราตอนใกล้จะสอบนี่แต่งไม่ออกเลยค่ะ

หรืออาจจะเกิดจากการที่เราเริ่มหมดมุกเขียนแล้วเริ่มวนไปวนมา ให้ลองกลับไปมองพลอตเรื่องหลักอีก ครั้งค่ะ ว่ายังเหลือปมอะไรให้คลี่คล่ายอีกหรือเปล่า ถ้าลองดูแล้วพบว่าปมของเรื่องได้ถูกคลี่คลายไป แล้วแสดงว่าคุณไม่รู้ตัวแล้วล่ะค่ะว่าเรื่องของคุณได้จบลงไปแล้ว สิ่งที่สามารถกอบกู้สถานการณ์เอาไว้ก็ คือ ผูกปมเรื่องเพิ่มค่ะ แล้วค่อยๆคลี่ปมอีกครั้งจากนั้นก็ค่อยๆจบเรื่องลงอย่างสวยงาม

– ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองกำหนดขึ้นมามากพอแล้วรึยัง เช่น บอกว่าคนนี้คือเพื่อนสนิทของพระเอก แต่ไหงอ่านไปอ่านมาอีตาคนนี้กลับกลายไปเป็นตัวร้ายที่คอยจ้องจะขัดขวางพระเอก แบบนี้ไม่เรียกว่าเพื่อนสนิทแล้วค่ะ เพราะเขาได้กลายเป็นตัวร้ายในสายตาของคนอ่านไปแล้ว หรือบอกว่าตัวละครสองตัวนี้เป็นเพื่อนที่รักกันมากแต่บทสนทนาระหว่างคนทั้งสองกลับมีน้อยมาก อันนี้ไม่ใช่เพื่อนรักกันแล้วค่ะนอกจากคุณจะสื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าทั้งสองไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากแค่มองตาก็รู้ใจกันแล้ว อันนี้ก็ถือว่าดูคลาสสิกไปอีกแบบค่ะ

– แต่งแล้วไม่มีคนอ่าน เรื่องนี้ดูจะสำคัญมากๆสำหรับนักเขียนในอินเตอร์เนตเลยหละค่ะ เราจะฝ่าฟันวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความอึดเท่านั้นค่ะ อย่าท้อ อย่าหมดแรงเสียก่อน อย่างเราตอนแรกๆมีคนอ่านเดือนละไม่กี่สิบคนแต่อาศัยลูกอึดค่ะ อัพมะนไปเรื่อยๆแต่งเพิ่มไปเรื่อย เอาว้าเรื่องของเราสนุกซะอย่าง ต้องมั่นใจค่ะ และในที่สุดเรื่องก็ติดชาร์ตอย่างน่าภาคภูมิใจ เรื่องแปะอันนี้ก็แล้วแต่คนจะพิจารณาเอาไปใช้นะคะ แต่สำหรับเราแล้วเราไม่แนะนำวิธีนี้ค่ะ เพราะเราเคยแปะในตอนแรกๆและพบว่ามันไม่เวิร์กเท่าที่ควรค่ะเพราะบางครั้งการแปะเรื่องจะทำให้คนอ่านมองว่า เอ๊ะ เรื่องนี้ดีจริงรึเปล่าเนี่ย ถ้าดีจริงทำไมต้องเอามาแปะด้วยล่ะ อันนี้ก็นานจิตตังนะตะ เก็บไปคิดกันก็แล้วกันนะ

Author: LilianHolloway

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *